Page 161 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 161

มีใบเสร็จรับเงิน และทางนำสืบของโจทกไดความวาจำเลยที่ ๒ จายเงินดังกลาวใหแกโจทก

              ตลอดมาเปนเวลา ๑๗ ป ๑๐ เดือน ดังนั้น จึงตองถือวาโจทกไดรับเงินเดือนทั้งสิ้นในอัตราเดือนละ

              ๑๖๘,๔๘๕ บาท จำเลยที่ ๒ จึงตองจายคาชดเชยใหแกโจทก ๑,๖๘๔,๘๕๐ บาท พรอมดอกเบี้ย
              ตามกฎหมายนับแตวันสิ้นสุดสัญญาจางเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก สวนกรณีของ

              เงินเพิ่มนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ไมจายคาชดเชยใหแกโจทกเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เขาใจวาสัญญาจาง

              ระหวางโจทกกับจำเลยที่ ๒ เปนสัญญาจางที่มีกำหนดระยะเวลาแนนอน ซึ่งอาจเปนเหตุใหจำเลย

              ที่ ๒ ไมตองจายคาชดเชยใหแกโจทกตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวาดวยการคุมครองการ
              ทำงานของครูใหญและครูโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ ๒๕๔๗ ขอ ๓๕ (๒) กรณีดังกลาว

              ถือวาจำเลยที่ ๒ ซึ่งเปนนายจางไมไดจงใจไมคืนหรือไมจายเงินตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน

              พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกตองเปน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวาดวยการคุมครอง

              การทำงานของครูใหญและครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอ ๑๓ วรรคสอง) โดยปราศจาก
              เหตุผลอันสมควร จำเลยที่ ๒ จึงไมตองเสียเงินเพิ่มใหแกโจทก สวนการเลิกจางโจทกเปนการ

              เลิกจางไมเปนธรรมหรือไมนั้น จะตองพิจารณาวาการเลิกจางนั้นมีเหตุผลอันสมควรหรือไม เมื่อปรากฏ

              ตามเอกสารซึ่งเปนเอกสารการบอกกลาวไมตอสัญญากับโจทกระบุสาเหตุการไมตอสัญญาวามี

              ผูสมัครเขาเรียนนอยลงหรือการประสบปญหาทางดานการเงิน (ที่ถูกการประสบปญหาทางการ
              เงินอยางรายแรง) เปนเหตุใหตองลดจำนวนพนักงานและไมตอสัญญากับโจทกนั้น เมื่อไมปรากฏ

              วาจำเลยที่ ๒ ประสบภาวะขาดทุนจนไมสามารถประกอบกิจการตอไปได การที่จำเลยที่ ๒ ไมตอ

              สัญญากับโจทกโดยอางวาประสบปญหาดานการเงิน (ที่ถูก ประสบปญหาทางการเงินอยางรายแรง)

              จึงเปนกรณีที่ไมมีเหตุอันสมควร การเลิกจางโจทกดังกลาวเปนการเลิกจางไมเปนธรรม
                       มีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยที่ ๒ ประการแรกวา จำเลยที่ ๒ เลิกจาง

              โจทกเปนการเลิกจางไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา สัญญาจางที่มีกำหนดเวลาการจางไวแนนอน

              จะตองเปนสัญญาจางที่มีกำหนดระยะเวลาเริ่มตนและสิ้นสุดตามสัญญาเอาไวแนนอน ไมมีการ

              เปลี่ยนแปลง และจะตองเลิกจางตามกำหนดเวลานั้น แมสัญญาจางระหวางโจทกและจำเลยที่ ๑
              แตละฉบับมีกำหนดระยะเวลาจาง ๑ ป แตมีการทำสัญญาจางแตละฉบับตอเนื่องกันมาตลอด

              ตั้งแตสัญญาจางฉบับแรกจนถึงสัญญาจางฉบับสุดทาย รวมระยะเวลาที่โจทกทำงานใหแกจำเลย

              ทั้งสอง ๑๗ ป ๑๐ เดือน สัญญาจางขอ ๔ กำหนดใหคูสัญญาฝายที่ประสงคจะเลิกสัญญาตองแจง

              แกอีกฝายหนึ่งทราบลวงหนา ๓๐ วัน โดยบอกกลาวเปนลายลักษณอักษร อันเปนการกำหนด
              ใหโจทกและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาจางเมื่อใดก็ไดโดยบอกกลาวเปนลายลักษณอักษรให

              อีกฝายทราบลวงหนา ๓๐ วัน สัญญาจางดังกลาวจึงไมมีลักษณะเปนสัญญาจางที่มีกำหนดระยะ


                                                     ๑๕๑
   156   157   158   159   160   161   162   163   164   165   166