Page 192 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 192

สวนอุทธรณของโจทกทั้งสองในขอ ๒.๕ เรื่องการรับฟงพยานหลักฐานวาเอกสารที่

              นางสาวศรีสกุลจัดทำนั้นไมถูกตอง ไมไดนำรายจายมาหักออก เงินของจำเลยไมไดสูญหายแตถูก

              นำไปใชจายในกิจการของจำเลยโดยอางเหตุประการตาง ๆ นั้น เห็นวา ลวนเปนการอุทธรณโตแยง
              ดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเปนอุทธรณในขอเท็จจริงซึ่งตองหาม

              มิใหอุทธรณตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

              มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมรับวินิจฉัย

                       ปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกทั้งสองประการตอไปมีวา จำเลยมีอำนาจ
              ฟองแยงหรือไม เห็นวาพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๖ บัญญัติวา “ใหนิติบุคคล

              หมูบานจัดสรรที่จดทะเบียนแลวมีฐานะเปนนิติบุคคล ใหนิติบุคคลหมูบานจัดสรรมีคณะกรรมการ

              หมูบานจัดสรรเปนผูดําเนินกิจการของนิติบุคคลหมูบานจัดสรรตามกฎหมายและขอบังคับของ

              นิติบุคคลหมูบานจัดสรรภายใตการควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญของสมาชิก คณะกรรมการ
              หมูบานจัดสรรเปนผูแทนของนิติบุคคลหมูบานจัดสรรในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก” และ

              มาตรา ๔๘ บัญญัติวา “เพื่อประโยชนของผูซื้อที่ดินจัดสรร ใหนิติบุคคลหมูบานจัดสรรมีอำนาจ

              หนาที่ดังตอไปนี้... (๔) ยื่นคำรองทุกขหรือเปนโจทกฟองแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิ

              หรือประโยชนของสมาชิกจำนวนตั้งแตสิบรายขึ้นไป...” เมื่อขอบังคับของจำเลย หมวดที่ ๓ ขอ ๕
              (๗) ระบุวา การแจงความรองทุกข ฟองรองดำเนินคดีในการปกปองสิทธิและผลประโยชนของ

              สวนรวม เปนอำนาจของคณะกรรมการหมูบาน และขอ ๘ (๑) ซึ่งระบุขอบเขตอำนาจหนาที่ของ

              ประธานคณะกรรมการ ซึ่งไมไดใหอำนาจประธานคณะกรรมการจำเลยมีอำนาจฟองรองดำเนินคดีได

              โดยลำพัง เมื่อไมปรากฏวาคณะกรรมการนิติบุคคลจำเลยมีมติมอบอำนาจใหประธานคณะกรรมการ
              จำเลยฟองแยงโจทกทั้งสอง จำเลยจึงไมมีอำนาจฟองแยง ที่ศาลแรงงานกลางมิไดวินิจฉัยปญหา

              ขอนี้มาทั้ง ๆ ที่โจทกทั้งสองไดใหการแกฟองแยงตอสูเปนประเด็นไวแลว จึงเปนการไมชอบ

              ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษชอบที่จะวินิจฉัยไวเสียใหถูกตอง อุทธรณของโจทกทั้งสองประการนี้ฟงขึ้น

              เมื่อวินิจฉัยดังนี้แลวปญหาเรื่องฟองแยงของจำเลยเปนคดีแพงเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม โจทก
              ทั้งสองทำละเมิดและตองชดใชคาเสียหายแกจำเลยหรือไม เพียงใด กรณีจึงไมจำตองวินิจฉัยอีก

              ตอไปเพราะไมทำใหเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษา













                                                     ๑๘๒
   187   188   189   190   191   192   193   194   195   196   197