Page 197 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 197

ละเมิดประกอบคาจางอัตราสุดทายที่จำเลยที่ ๑ ไดรับเดือนละ ๓๐,๖๕๐ บาท แลวกำหนด

              คาเสียหายใหโจทกเปนเงิน ๔,๒๖๐,๓๕๐ บาท ฝายบัญชีของโจทกละเลยมิไดตรวจสอบการทำงาน

              ของจำเลยที่ ๑ มีสวนกอใหเกิดความเสียหาย เห็นสมควรใหจำเลยที่ ๑ ใชคาเสียหายแกโจทก
              รอยละ ๓๐ เปนเงิน ๑,๒๗๘,๑๐๕ บาท สวนจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑

              ขณะจำเลยที่ ๑ ทำงานตำแหนงเจาหนาที่ประจำหนวยไมใชงานสมุหบัญชีหรืองานพนักงาน

              เก็บหรือจายเงิน โดยพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ หามมิใหนายจาง

              เรียกประกันการทำงานจากลูกจาง เวนแตลักษณะของงานที่ทำนั้นลูกจางตองรับผิดชอบเกี่ยวกับ
              การเงิน โจทกใหจำเลยที่ ๑ ไปทำงานสมุหบัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจายเงินเมื่อป ๒๕๔๒

              ถึงป ๒๕๕๓ กอนวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ (ที่ถูก วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑) อันเปนวันที่

              พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ใชบังคับ โจทกจึงตองหามเรียกประกันการทำงาน

              จากจำเลยที่ ๑ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโจทกจึงขัดตอกฎหมายและเปนกฎหมาย
              เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชน ตกเปนโมฆะ แมตอมาโจทกจะใหจำเลยที่ ๑ ไปทำงาน

              สมุหบัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจายเงินก็ไมทำใหสัญญาที่เปนโมฆะกลับสมบูรณไดอีก จำเลย

              ที่ ๒ จึงไมตองรับผิดตอโจทก สำหรับจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑

              เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ เปนเวลาภายหลังพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
              ใชบังคับ และโจทกใหจำเลยที่ ๑ ทำงานสมุหบัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจายเงินตั้งแตป ๒๕๔๒

              จนถึงป ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๓ ตองผูกพันตามสัญญาค้ำประกัน แตมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติ

              คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒)

              พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการเรียกหรือรับหลักประกัน
              การทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจาง พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอ ๖ บัญญัติใหใน

              กรณีที่นายจางเรียกหลักประกัน จำนวนเงินที่เรียกตองไมเกิน ๖๐ เทาของอัตราคาจางรายวันโดย

              เฉลี่ยที่ลูกจางไดรับ จำเลยที่ ๓ จึงตองรับผิดไมเกิน ๖๐ เทาของอัตราคาจางรายวันโดยเฉลี่ย

              ที่จำเลยที่ ๑ ไดรับอัตราสุดทาย ใหจำเลยที่ ๓ รวมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใชคาเสียหายแกโจทก
              ๖๑,๓๐๐.๒๐ บาท

                       ที่โจทกอุทธรณวา คดีนี้จำเลยที่ ๑ ขาดนัด พยานหลักฐานของโจทกมีน้ำหนักมั่นคง

              สนับสนุนคำฟองใหรับฟงเปนความจริงตามที่นายถวิลผูรับมอบอำนาจโจทก เบิกความสรุปทำนองวา

              จำเลยที่ ๑ ยอมรับตอคณะกรรมการตรวจสอบขอเท็จจริงวาไมไดติดตามตรวจสอบยอดเงินที่
              เรียกเก็บของสมาชิกกรมราชทัณฑ กรมโยธาธิการและผังเมือง และหนวยงานอื่น ทำใหเก็บเงิน

              ไมครบตามจำนวนที่โจทกเรียกเก็บ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ มียอดคางชำระบัญชีในสวน


                                                     ๑๘๗
   192   193   194   195   196   197   198   199   200   201   202