Page 273 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 273

บอกเลิกจางโจทกในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงมีผลเปนการเลิกสัญญาจางเมื่อถึงกำหนดจาย

              คาจางคราวถัดไปขางหนาคือ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ ตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน

              พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสอง และขอเท็จจริงปรากฏวาโจทกทำงานวันสุดทายในวันที่จำเลย
              บอกเลิกจางดวย จำเลยจึงตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาใหแกโจทกเทากับคาจาง

              ที่โจทกควรจะไดรับนับแตวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ รวม ๔๖ วัน

              หาใชหนึ่งเดือนครึ่งดังที่จำเลยอุทธรณไม สวนคาชดเชยที่จำเลยอุทธรณวาโจทกทำงานไมครบ

              หนึ่งปจึงมีสิทธิไดรับคาชดเชยเทากับคาจางเพียงสามสิบวันนั้น ตามพระราชบัญญัติคุมครอง
              แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มิไดบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไวโดยเฉพาะ การนับระยะเวลา

              การทำงานตามที่กำหนดไวในพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงตองบังคับตาม

              ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย เมื่อโจทกทำงานกับจำเลยตั้งแตวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑

              ซึ่งตามปกติประเพณีลูกจางตองเริ่มทำการงานใหนายจางตั้งแตวันแรกที่เขาทำงาน จึงตองนับ
              ระยะเวลาทำงานของโจทกตั้งแตวันเริ่มทำงานวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ เปนหนึ่งวันตามประมวล

              กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง เมื่อนับถึงวันทำงานวันสุดทายวันที่ ๑๖

              ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเปนวันกอนหนาจะถึงวันแหงปสุดทายอันเปนวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น

              ระยะเวลาทำงานของโจทกจึงครบหนึ่งปตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๙๓/๕
              วรรคสอง เมื่อโจทกทำงานติดตอกันครบหนึ่งปแตไมครบสามป จำเลยจึงตองจายคาชดเชยแก

              โจทกไมนอยกวาคาจางอัตราสุดทายเกาสิบวันตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

              มาตรา ๑๑๘ (๒) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหจำเลยจายคาจางคางจาย สินจางแทนการ

              บอกกลาวลวงหนาและคาชดเชยแกโจทกมานั้นชอบแลว ศาลอุทธรณ คดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย
              อุทธรณของจำเลยขอนี้ฟงไมขึ้น

                       มีปญหาที่ตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกประการแรกวา จำเลยตองจายคาเดินทาง

              คาทางดวนและเงินเบี้ยเลี้ยงแกโจทกหรือไม เพียงใดนั้น เห็นวา สำหรับคาเดินทางและคาทางดวน

              ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริงวา จำเลยจัดทำเอกสารเบิกจายคาเดินทางและคาทางดวนเดือน
              กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายนและธันวาคม ๒๕๖๒ ใหแกโจทกรวมเปนเงิน ๓๓,๖๐๕ บาท

              โดยทุกเดือนจำเลยจะโอนเงินเขาบัญชีธนาคารไทยพาณิชยเลขที่ ๑๐๒๑๑๔๖๔ ของโจทก โดยโอน

              ครั้งสุดทายเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ จำเลยจึงไมไดคางจายคาเดินทางและคาทางดวนที่

              โจทกอุทธรณวาจำเลยยังไมไดจายคาเดินทางและคาทางดวนจำนวนดังกลาวใหแกโจทก เนื่องจาก
              บัญชีเลขที่ดังกลาวเปนบัญชีของจำเลย บัญชีที่โจทกแจงใหโอนเงินเปนบัญชีธนาคารไทยพาณิชย

              เลขที่ ๑๔๒๒๐๙๕๑๗๔ และจำเลยไมมีเอกสารหลักฐานการโอนเงินมาแสดงตอศาล ทั้งการที่


                                                     ๒๖๓
   268   269   270   271   272   273   274   275   276   277   278