Page 302 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 302

แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ไมไดกำหนดคำนิยามของคำวา “เหตุสุดวิสัย” ไว  จึงตองตีความ

              ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘ ที่บัญญัติวา “เหตุสุดวิสัย” หมายความวา เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้น

              ก็ดี จะใหผลพิบัติก็ดี เปนเหตุที่ไมอาจปองกันไดแมทั้งบุคคลผูตองประสบหรือใกลจะตอง

              ประสบเหตุนั้นจะไดจัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายไดจากบุคคลในฐานะ
              และภาวะเชนนั้น การแพรระบาดของโรคโควิด ๑๙ หรือมาตรการปองกันการแพรระบาด

              เปนเหตุสุดวิสัยอันจะทำใหนายจางหลุดพนจากการชำระหนี้หรือไม ตองพิจารณาวาเหตุ

              ดังกลาวมีผลถึงขนาดใหนายจางไมสามารถประกอบกิจการหรือไม ขอเท็จจริงไดความวา
              ธุรกิจของจำเลยเปนการใหบริการเปนตลาดกลางในการรับจองหองพัก ที่พัก และพื้นที่

              ทำงานรวมกันทางออนไลนใหแกพันธมิตรธุรกิจตาง ๆ ในประเทศไทย ในขณะเกิดเหตุ

              มีการแพรระบาดของโรคโควิด ๑๙ แตก็ไมปรากฏวาเปนเหตุขัดขวางมิใหจำเลยประกอบ

              กิจการใหบริการจองที่พักออนไลนในงานสวนใดอยางสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อจำเลยยังสามารถ

              ประกอบกิจการได แมการประกอบกิจการในชวงสถานการณการแพรระบาดของโรค
              ดังกลาวจะมีผลใหจำเลยประสบภาวะขาดทุนอยางมากเนื่องจากนักทองเที่ยวตางชาติ

              ไมสามารถเดินทางเขามาในประเทศไทย  ตามมาตรการจำกัดการเดินทางระหวางประเทศ

              ของรัฐบาลจนมีผลใหมีนักทองเที่ยวใชบริการจองที่พักทางออนไลนกับจำเลยนอยลงก็ตาม
              กรณีจึงไมใชการหยุดกิจการเปนการชั่วคราวดวยเหตุสุดวิสัย และจำเลยตองจายเงินอัตรา

              รอยละ ๗๕  ของคาจางในวันทำงานที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไดรับกอนหยุดกิจการตั้งแตวันที่

              ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ยังเปนลูกจางจำเลย

              แตจำเลยไมไดใหโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำงาน และจายภายในกำหนดเวลาการจายเงินตาม

              มาตรา ๗๐ (๑)  ตาม พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง  ทั้งนี้
              พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติวา “ในกรณีที่มี

              การคำนวณคาจางเปนรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือเปนระยะเวลาอยางอื่นที่ไมเกิน

              หนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเปนหนวย ใหจายเดือนหนึ่งไมนอยกวาหนึ่งครั้ง
              เวนแตจะมีการตกลงกันเปนอยางอื่นที่เปนประโยชนแกลูกจาง” และวรรคสอง บัญญัติวา

              “ในกรณีที่นายจางเลิกจางลูกจาง ใหนายจางจายคาจาง คาลวงเวลา คาทำงานในวันหยุด

              คาลวงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจางมีหนาที่ตองจายตามพระราชบัญญัตินี้ ตามที่

              ลูกจางมีสิทธิไดรับ ใหแกลูกจางภายในสามวันนับแตวันที่เลิกจาง” จำเลยกำหนดจาย

              คาจางใหแกโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทุกวันสิ้นเดือน จำเลยจึงตองจายเงินในกรณีหยุดกิจการทุกวัน
              สิ้นเดือนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓ สวนเดือนสิงหาคม ๒๕๖๓


                                                     ๒๙๒
   297   298   299   300   301   302   303   304   305   306   307