Page 307 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 307

ใหแกลูกจาง แตพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ไมไดกำหนดคำนิยามของคำวา

              “เหตุสุดวิสัย” ไว จึงตองตีความตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๘ ที่บัญญัติวา

              “เหตุสุดวิสัย” หมายความวา เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะใหผลพิบัติก็ดี เปนเหตุที่ไมอาจปองกันได
              แมทั้งบุคคลผูตองประสบหรือใกลจะตองประสบเหตุนั้นจะไดจัดการระมัดระวังตามสมควร

              อันพึงคาดหมายไดจากบุคคลในฐานะและภาวะเชนนั้น การแพรระบาดของโรคโควิด ๑๙ หรือ

              มาตรการปองกันการแพรระบาดเปนเหตุสุดวิสัยอันจะทำใหนายจางหลุดพนจากการชำระหนี้

              หรือไม ตองพิจารณาวาเหตุดังกลาวมีผลถึงขนาดใหนายจางไมสามารถประกอบกิจการหรือไม
              ขอเท็จจริงไดความวา ธุรกิจของจำเลยเปนการใหบริการเปนตลาดกลางในการรับจองหองพัก

              ที่พัก และพื้นที่ทำงานรวมกันทางออนไลนใหแกพันธมิตรธุรกิจตาง ๆ ในประเทศไทย ในขณะ

              เกิดเหตุมีการแพรระบาดของโรคโควิด ๑๙ แตก็ไมปรากฏวาเปนเหตุขัดขวางมิใหจำเลยประกอบ

              กิจการใหบริการจองที่พักออนไลนในงานสวนใดอยางสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อจำเลยยังสามารถประกอบ
              กิจการได แมการประกอบกิจการในชวงสถานการณการแพรระบาดของโรคดังกลาวจะมีผลให

              จำเลยประสบภาวะขาดทุนอยางมากเนื่องจากนักทองเที่ยวตางชาติไมสามารถเดินทางเขามาใน

              ประเทศไทย ตามมาตรการจำกัดการเดินทางระหวางประเทศของรัฐบาล จนมีผลใหมีนักทองเที่ยว

              ใชบริการจองที่พักทางออนไลนกับจำเลยนอยลงก็ตาม กรณีจึงไมใชการหยุดกิจการเปนการ
              ชั่วคราวดวยเหตุสุดวิสัย และจำเลยตองจายเงินอัตรารอยละ ๗๕ ของคาจางในวันทำงานที่โจทก

              ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไดรับกอนหยุดกิจการตั้งแตวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๓

              ที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ยังเปนลูกจางจำเลยแตจำเลยไมไดใหโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำงาน และจาย

              ภายในกำหนดเวลาการจายเงินตามมาตรา ๗๐ (๑) ตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
              มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ไมตองดวยความเห็นของศาลอุทธรณ

              คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณขอนี้ของโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ฟงขึ้น ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน

              พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติวา “ในกรณีที่มีการคำนวณคาจางเปนรายเดือน

              รายวัน รายชั่วโมง หรือเปนระยะเวลาอยางอื่นที่ไมเกินหนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณ
              เปนหนวย ใหจายเดือนหนึ่งไมนอยกวาหนึ่งครั้ง เวนแตจะมีการตกลงกันเปนอยางอื่นที่เปน

              ประโยชนแกลูกจาง” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีที่นายจางเลิกจางลูกจาง ใหนายจาง

              จายคาจาง คาลวงเวลา คาทำงานในวันหยุด คาลวงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจางมีหนาที่

              ตองจายตามพระราชบัญญัตินี้ ตามที่ลูกจางมีสิทธิไดรับ ใหแกลูกจางภายในสามวันนับแตวันที่
              เลิกจาง” จำเลยกำหนดจายคาจางใหแกโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทุกวันสิ้นเดือน จำเลยจึงตองจายเงิน

              ในกรณีหยุดกิจการทุกวันสิ้นเดือนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓ สวน


                                                     ๒๙๗
   302   303   304   305   306   307   308   309   310   311   312