Page 649 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 649

และจำเลยที่ ๘ เปนการปฏิบัติหนาที่ดวยความประมาทเลินเลอเปนเหตุใหเสียหายแกทรัพยสิน

              หรือชื่อเสียงของโจทกอยางรายแรงและสอไปในทางทุจริตจึงตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน

              สวนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ นั้น คณะกรรมการโจทกมีมติเห็นชอบตามรายงานการสอบสวนของ
              คณะกรรมการสอบสวนตามพระราชบัญญัติดังกลาววา พฤติการณ ของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เปน

              การปฏิบัติหนาที่ดวยความประมาทเลินเลอไมถึงระดับประมาทเลินเลออยางรายแรง จึงไมตอง

              รับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติความรับผิด

              ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งถือเปนการวินิจฉัยถึงวันที่เริ่มตนอาจบังคับสิทธิเรียกรองได
              เปนตนไปตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๙๓/๑๒ มิใชวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๒

              ซึ่งเปนวันที่โจทกไดรับบันทึกแจงผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากกรมบัญชีกลาง

              วามีผูตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนเพิ่มเติมคือจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และแกไขจำนวนคาสินไหม

              ทดแทนที่จำเลยที่ ๘ ตองรับผิดตอโจทก เมื่อศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริงวา การกระทำของ
              จำเลยทั้งสิบเปนการกระทำโดยประมาทเลินเลอและผิดสัญญาจางแรงงาน ทำใหโจทกไดรับ

              ความเสียหาย คำฟองของโจทกดังกลาวจึงเปนการฟองขอใหจำเลยทั้งสิบรับผิดในมูลสัญญาจาง

              แรงงานเปนหลักแหงขอหาและขออางที่อาศัยเปนหลักแหงขอหาดวย แมโจทกจะบรรยายฟองอาง

              ถึงการที่โจทกมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริง แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
              แลวมีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

              มาดวยก็ตาม แตก็เปนเพียงการบรรยายใหเห็นถึงลำดับเหตุการณที่เกิดขึ้นเทานั้น มิไดมุงประสงค

              ใหจำเลยทั้งสิบรับผิดในมูลละเมิดแตเพียงอยางเดียว ประกอบกับมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหง

              พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งบัญญัติวา สิทธิเรียกรอง
              คาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ ใหมีกําหนดอายุความสองปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึง

              การละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน เปนกฎหมายพิเศษที่บัญญัติ

              เรื่องอายุความไวเปนการเฉพาะ ซึ่งขัดหรือแยงกับมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายแพง

              และพาณิชย ซึ่งเปนกฎหมายทั่วไป จึงมีผลยกเวนมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง เฉพาะในสวนที่กำหนด
              ใหสิทธิเรียกรองคาเสียหายอันเกิดแตมูลละเมิดขาดอายุความ เมื่อพนหนึ่งปนับแตวันที่ผูตอง

              เสียหายรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทนเทานั้น หาไดมีขอความขัดหรือ

              แยงและมีผลยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ในสวนที่กำหนดวา สิทธิเรียกรอง

              คาเสียหายอันเกิดแตมูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพนกำหนดสิบปนับแตวันทำละเมิดแตอยางใด
              นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเปนความเสียหายที่ลูกคาของโจทกแตละรายไมชำระหนี้

              ในโครงการสินเชื่อที่อยูอาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่ ๓๐ ป ซึ่งเปนโครงการเดียวกัน ดังนั้นหนี้ของ


                                                     ๖๓๙
   644   645   646   647   648   649   650   651   652   653   654