Page 112 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 112
104
หานายช่างไม้นั้นแล้วถามว่า “นายช่างท่านจะตัดต้นไม้นี่ไปทำอะไร” นายช่างไม้” ไปทำรถขาย”
นายพราน” ใครบอกท่าน” นายช่างไม้” หมีตัวหนึ่ง” นายพราน” ดีแล้วละที่หมีบอก รถไม้ของท่าน ถ้า
อยากจะให้งามยิ่งขึ้นให้นำหนังหมีหุ้มด้วยนะ ก็จะงามหาที่เปรียบมิได้” นายช่างไม้” ข้าพเจ้าจะได้หนังหมี
จากไหน” นายพราน” ก็หนังหมีตัวที่บอกท่านนั้นไว ได้หนังหมีแล้วค่อยมาตัดต้นไม้ที่หลังจะดีกว่า เดี๋ยว
มันจะหนีไปไกล” นายช่างไม้เห็นดีตามนั้นจึงได้ตามไปฆ่าหมีเอาหนังแล้วค่อยมาตัดเอาต้นตะคร้อที่หลัง
ทำให้การผูกเวรซึ่งกันและกันของหมีและต้นตะคร้อมีมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การทะเลาะกันนำมาซึ่งความฉิบหาย ๛
พญาช้างยอดกตัญญู (มาตุโปสกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างเผือกขาวปลอด มีรูปร่าง
ื
สวยงาม มีช้าง 80,000 เชอกเป็นบริวารเลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพาบริวารออกหากินได้อาหารอันมีรส
ื
อร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่ก็ถูกช้างเชอกที่นำอาหารมากินเสียระหว่างทาง เมื่อกลับมาทราบ
ว่ามารดาไม่ได้อาหารก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบนำมารดาหนี
ออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขาแล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองออกเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงดูมารดา
อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้จึงนั่งร้องไห้
อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วยความเมตตากรุณาในเขา จึงนำเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดน
มนุษย์ ฝ่ายนายพรานเมื่อพบช้างที่สวยงามเช่นนั้น ก็คิดชั่วร้าย” ถ้าเรานำความกราบทูลพระราชา เราจัก
ได้ทรัพย์มากเป็นแน่แท้” ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้่กำหนดไว้เป็นสัญลักษณ์ ในสมัยนั้น ช้างมงคลของ
พระราชาได้ตายลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่าใครมีช้างที่สวยงามขอให้บอก นายพราน
นั้นได้โอกาสจึงรับสั่งให้นายควาญช้างพร้อมด้วยบรวารติดตามนายพรานนั้นเข้าป่านำพญาช้างนั้นมาถวาย
ิ
นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างแล้วก็ถูกใจ ส่วนพญาช้างขณะนั้นกำลังดื่มน้ำอยในสระ เมื่อเห็นนายพราน
ู่
นั้นกลับมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบถึงภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกำหนดสติข่มความโกรธไว้ในใจยืนนิ่งอยู่
ี
นายควาญช้างได้นำพญาช้างเข้าไปในเมือง พาราณส ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่ำ
ครวญคิดถึงลูกว่า “ลูกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์จับไปแล้วหนอ เมื่อไม่มีพญาช้างอยู่ ไม้
อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย จักเจริญงอกงาม” ฝ่ายนายควาญช้างใน
ระหว่างทางขณะกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชาเพื่อตบแต่งเมืองให้สวยงาม เมื่อถึงเมืองแล้วก็
ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้วนำไปไว้ที่โรงช้างขึ้นกราบทูลพระราชา พระราชาทรงนำ
อาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง พญาช้างคิดถึงมารดาจึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์
จึงอ้อนวอนมันว่า “พญาช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับคำข้าวเถิดเจ้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ” พญา
ช้างพูดลอย ๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กำพร้า ตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่”
พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง… นางช้างนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ” พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้า
พระองค์เอง” พระราชาเมื่อฟังแล้วเกิดความสลดใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า “พญาช้างนี้เลี้ยงดูมารดา
ตาบอดอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยมันกลับไปเถิด” พญาช้างเมื่อถูกปล่อยให้อิสระพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้ว
่
แสดงธรรมต่อพระราชาวา “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับไปยังที่อยู่ของ
ตน ได้นำน้ำในสระไปรดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้อาหารมาแล้ว 7 วัน เป็นอันดับแรก
่
ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวเข้าใจวาฝนตกจึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไรนี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว”

