Page 113 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 113
105
่
พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาวา “แม่.. เชิญลุกขึ้นเถิดลูกของแม่มาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อย
มาแล้วละ” นางช้างดีใจมากได้อนุโมทนาแก่พระราชาวา “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์ยืนนาน
่
เจริญรุ่งเรืองเถิดที่ได้ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา “ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้
ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไปและรับสั่งให้สร้างรูปเหมือน
พญาช้างจัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิตแล้วก็ได้อยู่อุปัฏฐากคณะฤๅษี
500 ตน จนตราบเท่าชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
แม้พระราชาก็ทรงบูชาผู้นั้น ๛
ดาบสฌานเสื่อม (หริตจชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพระเห็น
สาวงามรูปหนึ่งจึงตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ..ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน มีแต่จะให้ตกนรก กิเลสทำ
ให้เธอลำบากเหมือนลมพัดภูเขา ทำให้ใบไม้เก่า ๆ กระจัดกระจายได้ โบราณบัณฑิตได้อภิญญา 5 สมาบัติ
8 แล้ว ยังเสื่อมจากฌานได้ด้วยอำนาจกิเลส” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มั่งคั่งตระกูลหนึ่งมีนามว่า หาริตกุมาร เมื่อเติบโตแล้วได้ไปศึกษา
ศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา อยู่ต่อมาเมื่อมารดาบิดาเสียชีวิตแล้วมีความคิดว่า “ทรัพย์เท่านั้นตั้งอยู่ได้ ส่วน
่
ผู้ทำให้ทรัพย์เกิดหาตั้งอยู่ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนเลา “กลัวต่อความตายได้ให้ทาน
เป็นการใหญ่แล้วเข้าป่าไปบวชเป็นดาบส มีเผือกมันและผลไม้เป็นอาหาร บำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานหลาย
ปี จนได้อภิญญา 5 และสมาบัติ 8 จึงลงจากเขามาเที่ยวภิกขาจารในเมืองพาราณสี พระราชาเลื่อมใสจึง
นิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ในสวนหลวงเป็นเวลา 12 ปี ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่ที่สวนหลวง ทุกเช้าดาบสจะ
ไปรับอาหารในพระราชวังเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฏชายแดน จึงมอบหน้าที่
ถวายอาหารให้พระเทวีทรงแต่งโภชนาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อดาบสยังช้าอยู่ จึงสนานด้วยน้ำหอมแล้วทรง
้
พระภูษาเลี่ยนเนื้อละเอียดรับสั่งใหเผยสีหบัญชร (หน้าต่าง) ประทับอยู่บนเตียงให้ลมพัดพระวรกายอย ู่
ฝ่ายดาบสได้เหาะมาทางอากาศผ่านมาทางสีหบัญชรพอดี พระเทวีได้ยินเสียงเปลือกไม้กระทบกันก็ทราบ
ว่าดาบสมาถึงแล้ว จึงรีบลุกขึ้น ขณะนั้นเองพระภูษาได้เลื่อนหลุดหล่นลง ทำให้ร่างกายของนางถูกดาบส
เห็นทั้งหมด เป็นเหตุให้กิเลสของดาบสกำเริบขึ้น ทำให้ฌานเสื่อมทันที ดาบสไม่สามารถควบคุมสติไว้ได้จึง
เข้าไปจับพระหัตถ์ของพระนางแล้วคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกัน ดาบสหลังจากรับอาหารแล้วก็เดินกลับ
สวนหลวงไปตั้งแต่วันนั้นมาคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกันทุกวัน ข่าวที่ดาบสเสพโลกธรรมกับพระเทวีได้แพร่
สะพัดไปทั่วพระนคร พวกอำมาตย์ก็ส่งหนังสือไปกราบทูลพระราชา พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าจะเป็นไปได้
เมื่อปราบกบฏเสร็จแล้วพระราชาก็เสด็จกลับเมือง เข้าไปห้องพระเทวีสอบถามความเป็นจริง พระเทวีทูล
ว่าจริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงเชื่อจึงเสด็จไปหาดาบสตรัสถามความจริง ดาบสคิดว่า “ถ้าเราบอกว่าไม่เป็น
ความจริงพระราชาก็ทรงเชื่อ แต่ที่พึ่งที่ดีที่สุดคือคำสัตย์” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพรพระองค์ได้สดับมานั้น
เป็นความจริง อาตมาหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์แห่งความหลงผิดเสียแล้วละ” พระราชาสดับแล้วตรัสว่า
“ปัญญาที่ละเอียดคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบรรเทาราคะของท่านมีไว้เพื่อประโยชน์ อะไร ท่านไม่
อาจใช้ปัญญาบรรเทาความคิดที่แปลกได้หรือ” ดาบส” มหาบพิตร กิเลส 4 อย่างคือราคะ โทสะ โมหะ
และมทะ เป็นของที่มีกำลังกล้า หยาบคายในโลก ยากที่ปัญญาจะหยั่งถึงได้” พระราชา “โยมได้ยกย่อง
ท่านเป็นพระอรหันต์ มีศีลเป็นบัณฑิต เบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญาโดยแท้” พระราชาพูดกระตุ้นดาบสว่า

