Page 151 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 151
143
ทางออกที่คดโกง แต่เป็นทางออกที่ฉลาด ลูกหนี้ของนาย นายหรือเจ้าของนั้นอาจจะมีลูกหนี้ที่ยังจะต้อง
ชำระเป็นพืชผลอยู่อีก เพราะในบางปีพืชผลอาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ เนื่องจากดินฟ้าอากาศไม่อำนวย พวก
่
ชาวไร่ชาวนาก็ไม่สามารถจะชำระค่าเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้จัดการมีบัญชีอยู่ในมือ จึงรู้วาใครเป็นหนี้
นายบ้าง และเป็นหนี้มากน้อยเท่าไร ฉะนั้น เขาจึงคิดการณ์ไกล อยากได้ความดีความชอบจากพวก
ลูกหนี้ เมื่อเขาต้องตกงาน เอาบัญชีมา-เขียน 50 ผู้จัดการลดจำนวนหนี้สินให้ตั้งครึ่ง เพราะฉะนั้น
ลูกหนี้ของนายทั้งหลายก็ย่อมจะกตัญญูรู้คุณต่อเขา และคงเห็นใจเขาและช่วยเหลือเขา เพราะความคด
่
โกงที่นำผลประโยชน์มาให้แก่เขา และเพราะกลัววาเขาอาจจะกลับใจหักหลังเอาก็เป็นได้ นายนึกชม
ผู้จัดการทุจริตคนนั้น ว่าเขาทำอย่างเฉลียวฉลาด นายนั้นแม้จะถูกโกงก็อดที่จะชมเชยผู้จัดการที่ฉลาด
แกมโกงไม่ได้ เขาได้ตกงานเพราะความไม่ซื่อสัตย์ของเขา เขาก็ได้แก้ปัญหาเพื่ออนาคตโดยอาศัยความไม่
ซื่อสัตย์เช่นกัน บางคนไม่สบายใจที่คิดว่าพระเยซูเจ้าเองชมเชยผู้จัดการทุจริตนั้น และคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่
ถูกต้องเลย แต่ในอุปมาเราเห็นว่าไม่ใช่พระเยซูเจ้าที่ชม แต่เป็นนายที่ชม และแน่นอนที่สุด นายก็ไม่เห็น
ดีเห็นชอบกับการคดโกงของผู้จัดการในการกระทำเช่นนั้น เพยงแต่ชมความฉลาดแกมโกงของเขา บุตร
ี
ของโลกนี้ พระเยซูเจ้าต้องการประยุกต์อุปมาเรื่องนี้ บุตรของโลกนี้ คือคนที่สาละวนแต่ทรัพย์สมบัติและ
ข้าวของแต่อย่างเดียว บุตรของความสว่างคือคนที่สนใจแต่คุณธรรม ซึ่งจะมีผลให้เขาได้รับความสุขตลอด
นิรันดร คำสอนที่พระองค์ต้องการสอนผู้ฟังทุกคนรวมทั้งพวกเราด้วยก็คือ ให้เอาอย่างความฉลาด
รอบคอบของผู้จัดการในการแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้าหรือชีวิตนิรันดร บางคนอาจจะถาม
่
ว่า ทำไมพระเยซูเจ้าเลือกเอาความฉลาดรอบคอบของคนใช้ที่ไม่ซื่อสัตย์นี้มาเป็นตัวอย่าง ขอตอบวา
เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเสมอในสมัยของพระองค์ในประเทศปาเลสไตน์ การใช้ตัวอย่างแบบนี้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย
มากกว่า เพราะได้เคยเห็นมาแล้ว ไม่มีใครเห็นด้วยกับความอสัตย์ธรรมของเขา เพราะเขาเองได้รับชื่อว่า
ผู้จัดการหรือคนใช้ที่อสัตย์ธรรมอยู่แล้ว
การตื่นเฝ้าอย่างระมัดระวังในการปรนนิบัติพระเป็นเจ้า
ในอุปมาบทก่อนๆ เราเห็นว่าการไม่ผูกใจกับทรัพย์สมบัติและความสนุกสนานฝ่ายโลก เป็นคุณธรรมที่
จำเป็นสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะได้ชีวิตนิรันดร แต่นั่นเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็
้
เหมือนกับการขุดหญ้ารายหรือกอหนามจากสวนเท่านั้น ก้าวต่อไปเราจะต้องลงมือปลูกพืชผล รดน้ำ
พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง และพยายามเอาใจใส่เต็มความสามารถ ถ้าหากเราต้องการจะได้รับผล
เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฉะนั้น คริสตังที่ศรัทธาทั้งหลายจึงไม่พอใจต่อการหลีกเลี่ยงอบายมุขเท่านั้น แต่เขา
จะต้องบำเพ็ญฤทธิ์กุศลและเขาจะต้องหันมาหาพระเป็นเจ้าและสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ
้
พระองค์ เขาจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจาเสมอ พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์
เช่นนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน
และติดตามเรา “(ลก 9:23) การดำรงชีวิตอย่างคริสตังที่ศรัทธาเลื่อมใส ไม่ใช่หมายความว่าเขาจะต้อง
ประกอบธุรกิจด้วยจิตตารมณ์ที่แท้จริงของพระคริสตเจ้า เนื่องจากพระเป็นเจ้าไม่ได้ทรงบอกเราล่วงหน้า
ว่าจะต้องตายเมื่อไร และสันติสุขตลอดนิรันดรก็ขึ้นกับสภาพวิญญาณของเราในขณะที่เราจะต้องออกจาก
โลกนี้ คนที่มีหัวคิดทั้งหลายย่อมตระหนักดีว่าเขาจะต้องพยายามเตรียมพร้อมเสมอ อุปมาทั้งสามเรื่อง
ต่อไปนี้ จะช่วยเราให้เดินตามแผนการของพระเป็นเจ้าอย่างราบรื่น

