Page 148 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 148
140
31
หมู่คนตายไปหาเขา เขาคงจะกลับใจเสียใหม่ อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผย
พระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ
ในอุปมาเรื่องคนใช้อสัตย์ธรรม พระเยซูเจ้าต้องการสอนว่า ผู้ที่ประสงค์จะได้ชีวิตนิรันดรจะต้อง
พร้อมเสมอที่จะแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ด้วยความกระตือรือร้น เหมือนกับชาวโลกที่พยายามทุกวิถีทาง
ที่จะหามาให้ได้ซึ่งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก อุปมาเรื่องเศรษฐีและลาซารัส แสดงให้เราเห็นคนสองคนที่มี
สภาพที่ตรงกันข้าม ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เศรษฐีมีทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกที่เขาปรารถนา และดูเหมือน
จะเป็นจุดประสงค์ของเขาอย่างเดียวแต่ในชีวิตนี้ และดูเหมือนว่าเขามีความสุขและมีความพออกพอใจใน
ทรัพย์สมบัตินั้น (1) ที่หน้าประตูบ้านของเศรษฐีนั้นมีขอทานซึ่งมีแต่ผ้าขี้ริ้วพันกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลน่า
สะอิดสะเอียน เป็นภาพที่น่าสังเวชแก่ผู้พบเห็น หลังจากทั้งสองคนตายไป เปลี่ยนฉากใหม่ เศรษฐีนั้น
ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก ส่วนขอทานได้รับความสุขตลอดทั้งชั่วชีวิตนิรันดรในอ้อมอกของอับรา
ฮัม เศรษฐีได้วอนขอความช่วยเหลือ คำสอนที่ชัดเจนก็คือ ใครที่เป็นทาสน้ำเงินในชีวิตนี้ เขานั่นแหละ
กำลังตระเตรียมหายนะชั่วนิรันดรสำหรับตัวเอง ส่วนคนที่รับใช้พระเป็นเจาอย่างซื่อสัตย์ในโลกนี้ เขาก็มี
้
หวังจะได้รับความสุขตลอดนิรันดรในโลกหน้า เศรษฐีผู้หนึ่ง พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่าเขาชื่ออะไร แต่
่
ตรงกันข้าม พระองค์บอกเราว่า ขอทานนั้นชื่อลาซารัส คล้าย ๆ กับวาพระองค์สนใจต่อคนจนมากกว่าคน
รวย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตามธรรมดาคนเรามักจะจำชื่อคนรวยหรือเศรษฐีกันได้ง่ายๆ ส่วนคนจนนั้นไม่มีใคร
้
สนใจจำชื่อของเขา สำหรับพระเป็นเจาไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์ทรงสนพระทัยต่อคนจนหรือผู้ที่ถูกทอดทิ้ง
เป็นพิเศษ แต่งกายหรูหราด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง เป็นเครื่องแต่งตัวที่มีราคาแพงมากในสมัยนั้น
เฉพาะพวกเจ้านายหรือเศรษฐีเท่านั้นจึงจะมีเงินซื้อมาสวมใส่ได้ จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน เขาใช้ชีวิตของเขา
อย่างไร้ความหมาย ผลาญเงินทองของเขาโดยไม่คิดถึงคนอื่นๆ เขาดำรงชีวิตประหนึ่งว่า ชีวิตนี้มีแต่ชีวิต
เดียวจะต้องแสวงหาความสุขให้เต็มที่ คนยากจนผู้หนึ่งชื่อลาซารัส ชื่อของเขามีความหมายว่า “พระเป็น
เจ้าเป็นองค์อุปถัมภ์ของข้าพเจ้า “หรืออาจจะหมายความว่า “ขอให้พระเป็นเจาเป็นองค์อุปถัมภ์ของ
้
ข้าพเจ้า “ชื่อนี้อาจจะเป็นสัญลักษณ์ตามปกติเพื่อไม่ให้คนในครอบครวมีภาระมากเกินไป เขามักจะให้
ั
ขอทานไปขอทานเอง แต่ถ้าขอทานเดินไม่ได้ เขามักจะพาขอทานไปไว้ตามมุมถนนที่มีคนผ่านไปผ่านมา
ตามประตูพระวิหารหรือตามบ้านเศรษฐี เพื่อจะได้รับอาหารหรือทานจากคนอื่นๆ ลาซารัสเป็นผู้ที่มีแผล
เน่าเปื่อยเต็มตัว ถูกปล่อยไว้ตามยถากรรมจากญาติมิตร (เดินไปไหนมาไหนไม่ได้) อยากจะกินเศษอาหาร
ที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี ที่ทางเข้าบ้านเศรษฐีนี้ แน่นอน ลาซารัสน่าจะได้รับความสุขพอสมควร เพราะ
เศรษฐีผู้นั้นมีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือเฟือ เพราะจัดงานเลี้ยงได้ทุกวัน เศษอาหารก็น่าจะทำให้ลาซารัส
อิ่มท้องแล้ว ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ เขาก็คงมีมากมาย ถ้าเขาอยากจะหยิบให้หรือสั่งให้คนใช้เอาไปให้ แต่เขาก็
ไม่ได้สั่ง ถ้าเขาสั่งคนใช้ให้ดูและล้างแผล ใส่ยาให้ขอทาน คนใช้ก็คงจะทำ แต่เขาก็ไม่ได้สั่งอีกนั่นแหละ
อย่างไรก็ดี ลาซารัสก็ยังได้รับเศษอาหาร เพราะมิฉะนั้น คงไม่มีใครพาเขาไปทิ้งไว้ที่นั่น แต่การที่เขา
ได้รับเศษอาหารนั้น จะพูดว่าเป็นความใจกว้างหรือใจเมตตาอารีของเศรษฐี เห็นจะพูดยาก มีแต่สุนัขมา
เลียแผลของเขา ลาซารัสคงจะตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชมาก เพราะไม่มีแรงแม้แต่จะไล่สุนัขที่มาเลีย
บาดแผลของเขา แต่เศรษฐีก็ไม่เคยคิดช่วยเหลือแต่อย่างไร วันหนึ่ง คนยากจนผู้นี้ตาย ที่สุด ความตายก็
มาถึง เป็นการช่วยเขาให้พ้นจากสภาพที่น่าสังเวช หลังจากได้สู้ทนมาด้วยความยากลำบากและด้วยความ
พากเพียร ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ไม่มีใครเหลียวแลเขา เมื่อเขาจากไปก็คงไม่มีใครไว้ทุกข์ให้ ทูตสวรรค์นำ
เขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับบราฮัม วิญญาณของลาซารัสได้จากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเปื่อยเน่าก็
เพื่อจะได้ไปรับความสุขกับผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย ในฐานะที่เขาเป็นบุตรของอับราฮัมต้นตระกูลชาวยิว

