Page 152 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 152
144
การเตรียมพร้อมเมื่อนายกลับมา (ลก 12:35-38)
36
35 ท่านทั้งหลายจงคาดเอวของท่านไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่ พวกท่านเองจงเหมือนคนที่
คอยรับนายของตนเมื่อนายจะกลับมาจากงานสมรส เพื่อเมื่อนายมาเคาะประตูแล้วเขาจะเปิดให้นายทันที
้
37
ได้ บ่าวซึ่งนายมาพบกำลังคอยเฝาอยู่ก็เป็นสุข เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายนั้นจะคาดเอวไว้
และให้บ่าวเหล่านั้นเอนกายลง และท่านจะมาเดินโต๊ะ ถ้านายมาเวลาสองยามหรือสามยามและพบบ่าว
38
อยู่อย่างนั้น บ่าวเหล่านั้นก็จะเป็นสุข
่
ในอุปมาเรื่องเศรษฐีที่โง่เขลา พระเยซูเจ้าทรงมีพระประสงค์จะสอนเราวา ช่างเป็นการโฉดเขลา
เบาปัญญาจริงๆ ที่เศรษฐีผู้นั้นได้สละทั้งกำลังกายและทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อแสวงหาทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก
แต่ไม่ได้สนใจที่จะสะสมทรัพย์สมบัติฝ่ายสวรรค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงตักเตือนผู้ที่สมัครใจติดตามพระองค์ว่า
่
่
“เราบอกท่านทั้งหลายวา อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านวาจะนุ่งห่ม
ื่
อะไร ชีวิตย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายย่อมสำคัญกว่าเครองนุ่งห่ม” (ลก 12:22-23) หลังจากนั้น
็
้
พระองค์ก็ได้ทรงเล่าอุปมาอีกสามเรื่องเพื่อชี้ให้บรรดาสานุศิษย์เห็นความจำเปนในการตื่นเฝาระมัดระวัง
เพื่อว่าเขาจะได้เตรียมพร้อมในวันพิพากษา เนื่องจากอุปมาทั้งสองเรื่องแรกนี้ สอนเรื่องเดียวกัน เราจะ
ศึกษาทั้งสองบทควบคู่กันไป จงคาดสะเอว เสื้อผ้าที่ชาวยิวทั้งชายหญิงสวมใส่สมัยพระเยซูเจ้า และ
ั
แม้กระทั่งสมัยนี้ เราก็ยงพบที่ประเทศปาเลสไตน์ และประเทศอาหรับว่าเป็นเสื้อยาวจรดพื้น และปล่อย
ไว้รุ่มร่าม ถ้าหากเขาต้องการทำงานหรอออกเดินทาง เขาก็ถลกชายเสื้อขึ้นมาผูกไว้รอบเอว และใช้เข็ม
ื
ขัดคาดอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ทะมัดทะแมงและไม่รุ่มร่ามในการทำงานหรือออกเดินทาง แต่ถ้าหากเขาอยู่ใน
บ้านและไม่ได้ทำอะไร เขาก็ปล่อยชายเสื้อตามสบายและไม่ได้คาดเข็มขัด เพราะฉะนั้น ความหมายของ
คำสั่งก็คือ” ให้เตรียมพร้อมที่จะทำงานเสมอ” จุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้ สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านต้อง
ใช้ตะเกียงจุดเพื่อให้มีแสงสว่าง ปกติเป็นตะเกียงเลกๆ ใช้น้ำมันพืช ไส้ตะเกียงทำด้วยด้าย บ้านคนที่มี
็
เงินมักจะมีตะเกียงหลายดวง และต้องเอาใจใส่เวลาจุดไว้ด้วย เพราะอาจดับได้ เนื่องจากไส้ตะเกียงไม่สู้
ดี จงเป็นเสมือนผู้รับใช้ที่กำลังคอยนายกลับจากงานสมรส เมื่อนายไปในงานแต่งงาน พวกคนใช้ก็ต้องรอ
่
คอยนายวาจะกลับมาเมื่อไร จะได้เตรียมตัวเปิดประตูให้ การแต่งงานหลายๆ ครั้งยืดเยื้อไปจนถึงดึกดื่น
หรือเลยเที่ยงคืนไปอีก ฉะนั้น นายจึงไม่สามารถจะบอกล่วงหน้าว่าตัวจะกลับเมื่อไร เพราะสุดแล้วแต่
เหตุการณ ฉะนั้น คนใช้จะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลัง
์
ตื่นเฝ้าอยู่ คนใช้ที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอจะได้รับคำขอบใจ คำสรรเสริญจากนาย และมากกวานั้นอีก
่
นายจะคาดสะเอวพาผู้รับใช้เหล่านั้นไปนั่งโต๊ะและรับใช้เขาด้วย แทนที่นายจะสั่งให้คนใช้ปรนนิบัติเขา
เขาจะให้พวกคนใช้นั่งโต๊ะรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อคนใช้ เจานายในโลกนี้
้
อาจจะไม่ทำตามที่พระองค์ทรงเล่าอุปมานี้ แต่ว่าพระบิดาเจ้าสวรรค์จะทำต่อคนใช้ ข้ารับใช้ของพระองค์
ถ้าหากพระองค์ทรงเห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะปรนนิบัติพระองค์อยู่เสมอ และถ้าหากนายจะมาในยามที่
สองหรือในยามที่สาม พระองค์จะทรงเชื้อเชิญให้เขาได้เข้าไปทานเลี้ยงในอาณาจักรสวรรค์ และพระองค์
จะทรงเป็นเจ้าภาพ นายจะมาถึงในเวลาใดไม่แน่ ฉะนั้น พระองค์ต้องการเน้น” ความไม่แน่นอน” ใน
การกลับมาของนาย แต่คนใช้จะต้องตื่นเฝ้า “ไม่ง่วงนอน” (มก 13:36) และเขาจะเป็นผู้มีโชค ชาวโรมัน
แบ่งกลางคืนออกเป็น 4 ยาม และแต่ละยามยาว 3 ชั่วโมง และชาวปาเลสไตน์ก็ได้ใช้วิธีนับแบบนี้ด้วยใน
สมัยพระเยซูเจ้า นักบุญมาระโก บอกว่า นายจะกลับมาถึงในเวลาใดก็ได้ ส่วนนักบุญลูกา บอกว่า นาย
อาจจะกลับมาเวลาสองยามหรือสามยามก็ได้ คือระหว่าง 21.00 น. จนถึงตีสามเช้ามืด เวลาระหว่าง 9

