Page 146 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 146
138
19
ของเราไว้ที่นั่น แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่
สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอา
20
21
ไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเลา คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และ
่
มิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ
ขณะนั้น ฝูงชนเป็นอันมากต่างก็เบียดเสียดเข้ามาฟังพระวาจาของพระเป็นเยซูเจ้า (ลก 12:16-21)
พระองค์ได้ตรัสสอนพวกเขาว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญที่สุด ชีวิตชั่วครู่ชั่วยามในโลกนี้ไม่มีความหมายอะไร
เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตชั่วนิรันดร การผจญ การทดลอง ความยากลำบากต่างๆ จะผ่านเข้ามาในชีวิต
ของคริสตชนบนแผ่นดินนี้ แต่มันจะมีความหมายอะไรเมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานอันไม่รู้จักจบสิ้น
พระบิดาเจ้าผู้ทรงมีพระทัยเมตตากรุณาอันหาขอบเขตมิได้จะทรงช่วยเขาให้ได้รับความปลอดภัยจากการ
ผจญต่างๆ ถ้าหากเขาซื่อสัตย์ต่อพระองค์และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ “อย่าเกรงกลัวผู้ที่ฆ่า
ได้แต่กายและหลังจากนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก เราจะชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านต้องเกรงกลัวผู้ใด จงเกรงกลัวผู้
ที่ฆ่าแล้วยังมีอำนาจโยนท่านลงไปในนรกด้วย ใช่แล้ว เราบอกท่านทั้งหลาย จงเกรงกลัวผู้นี้เถิด
นกกระจอกห้าตัวราคาขายสองบาทมิใช่หรือ แม้กระนั้นไม่มีนกสักตัวเดียวที่พระเจ้าทรงลืม ท่านมีค่า
มากกว่านกกระจอกจำนวนมาก” (ลก 12:4-7) ระหว่างที่พระองค์กำลังตรัสสอนฝูงชนเกี่ยวกับเรื่องชีวิต
ฝ่ายวิญญาณนั้น ได้มีคนขอร้องให้พระเยซูคริสต์ตัดสินให้พี่ชายของเขาแบ่งมรดกให้เขา ความคิดของเขา
ยังหมกมุ่นอยู่กับมรดกฝ่ายของของโลก เขาไม่มีเวลาจะคิดถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณ เพราะเขากำลังแก่งแย่ง
มรดกที่บิดาผู้ล่วงลับไปแล้วทิ้งไว้ให้ เขาอาจจะเป็นฝ่ายถูก หรือพี่ชายอาจจะเป็นฝ่ายถูกก็ได้ อย่างไรก็
ตาม พระเยซูเจ้าไม่ได้ตัดสินใจให้เขา โดยตรัสว่า “มนุษย์เอ๋ย ใครตั้งเราเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นผู้แบ่งมรดก
ของท่าน” แล้วพระองค์ก็ทรงฉวยโอกาสเตือนฝูงชนอย่าได้เป็นคนโลภหรือเอาใจฝักใฝ่ต่อของของโลก
จนเกินไป เพราะว่าชีวิตมนุษย์นั้นไม่ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของทรัพย์สมบัติ ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตนิรันดรนั้น
จะซื้อด้วยทรัพย์สมบัติไม่ได้ ที่จริงคนที่มีใจโลภมากและคนที่หมกมุ่นอยู่กับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกอย่าง
เดียวกำลังเสี่ยงที่จะเสียชีวตนิรันดร เพื่อจะให้ผู้ฟังเข้าใจแจ้งชัดยิ่งขึ้น พระองค์จึงได้ทรงตรัสเล่าอุปมา
ิ
เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐีที่โง่เขลาซึ่งจะสูญเสียความสุขทั้งชั่วนิรันดร เนื่องจากเขามีจิตใจจดจ่ออยู่กับของของ
โลกมากเกินไป เศรษฐีคนหนึ่งมีที่ดินที่เกิดผลดีอย่างมาก แน่นอนผลิตผลนี้เป็นของเขาเองตามความ
ยุติธรรม เพราะแผ่นดินให้ผลมาก การที่เขามีทรัพย์สมบัติมากมายจึงไม่ใช่ความผิดอะไร แต่เขามี
ความผิดตรงที่ว่าเขาไม่รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติให้เป็นประโยชน์ต่อวิญญาณของเขา แต่เพื่อความพินาศ
้
มากกว่า เขาลืมคิดไปว่าทรัพย์สมบัติที่พระเป็นเจาทรงประทานให้เขานั้นไม่ใช่เพื่อให้เขาติดอกติดใจ หรือ
จับจ่ายใช้สอยอย่างตระหนี่และเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว แต่ว่าเพื่อเขาจะได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้นทำบุญทำทาน
อย่างใจกว้างเมื่อมีโอกาส ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันไม่มีที่พอจะเก็บพืชผลของฉัน ปัญญาของเขาเกิดจาก
็
ความโลภมากและความเหนแก่ตัว เขาคิดแต่จะเก็บพืชผลไว้สำหรับเขาแต่คนเดียว สถานที่สำหรับเก็บ
พืชผลก็เก็บแล้ว แต่จิตใจที่ตระหนี่ยังไม่เก็บ ยังต้องการเพิ่มขึ้นอีก นักบุญอัม-โบรซีโอ ได้เคยพูดว่า “พวก
้
ท่านยังมียุ้งฉางอีก กล่าวคือ หัวอกคนจน บานหญิงม่าย สถานเด็กกำพรา “แต่สิ่งที่นักบุญอัมโบรซีโอเคย
้
คิดนั้นจะไม่มีโอกาสผ่านเข้ามาในความคิดของคนตระหนี่และเห็นแก่ตัวด้วย จะรื้อยุ้งฉางเก่าแล้วสร้างใหม่
ให้ใหญ่โตกว่าเดิม การแก้ปัญหาของเขาเข้ากับความโลภและความเห็นแก่ตัว เขายอมลงทุนยอมลำบาก
ื่
รื้อยุ้งเก่าและสร้างใหม่ แทนที่จะแจกจ่ายของที่เหลือเฟือนั้นให้เพอนบ้านที่ยากจนและต้องการความ
ช่วยเหลือจากเขา เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากมายเก็บไว้ใช้ได้หลายปี เขาพูดกับวิญญาณที่ไม่รู้ตายว่า วิญญาณ
นั้นจะได้รับความสุขจากของของโลกนี้ ซึ่งถือเป็นของแปลกมาก เพราะวิญญาณของเราจะไม่อิ่มเอิบใจ

