Page 43 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 43

35

              กลับมาบอกชายบัณฑิตนั้น แล้วพากันรีบติดตามดาบสจับมาทุบบ้าง เตะบ้าง ให้นำทองคำมาคืน เมื่อพบ
              ทองคำแล้ว ชายผู้เป็นบัณฑิตจึงพูดว่า “ดาบสนี้ขโมยทองคำ 100 แท่ง ยังไม่ข้องใจ กลับมาข้องใจในเรื่อง

              เพียงเส้นหญ้า “แล้วกล่าวคาถาว่า “ถ้อยคำของท่านช่างไพเราะอ่อนหวานเสียนี่กระไร ท่านรังเกียจกระทั่ง
              หญ้าเส้นเดียว แต่เมื่อขโมยทองคำไปตั้ง 100 แท่ง กลับไม่รังเกียจเลยนะ”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน ๛

                                                   หนูกัดผ้า (มงคลชาดก)
                                                              ุ
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน กรงราชคฤห์ ทรงปรารภพราหมณ์ชาวเมืองผู้หนึ่ง ซึ่ง
                                                                                           ื่
              เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เปนมิจฉาทิฎฐิ มีโภคทรัพย์มาก เรองมีอยู่ว่า...วันหนึ่ง
                                                             ็
              หนูได้กัดผ้านุ่งคู่หนึ่งของพราหมณ์ ที่เก็บไว้ในหีบ เขาคิดว่า “ความพินาศอย่างใหญ่หลวง จักมีแก่
                                                                                             ้
              ครอบครัวของเราและผู้ที่นุ่งผ้าคู่นี้” จึงให้ลูกชายใช้ท่อนไม้คอนผ้าไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ เชาตรู่ของวันนั้น พระ
              พุทธองค์ได้ตรวจดูเวไนยสัตว์ เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของพราหมณ์พ่อลูกคู่นี้ จึงได้เสด็จไปเหมือน

              นายพรานตามรอยเนื้อ ได้ประทับยืนอยู่ที่ประตูป่าช้าผีดิบ ทรงเปล่งพระพุทธรงษี 6 ประการอยู่ ฝายลูก
                                                                                                        ่
                                                                                      ั
              ชายของพราหมณ์ เดินคอนผ้าเข้าประตูป่าช้าผีดิบมา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถาม จึงเล่าเรื่องนั้นให้ฟัง พระ
              พุทธองค์จึงตรัสให้ทิ้งผ้านั้นเสีย พอมานพนั้นทิ้งผ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงถือเอาผ้านั้นต่อหน้ามานพนั่นเอง ทั้ง

              ๆ ที่ถูกมานพนั้นห้ามอยู่วา “อย่าจับ อย่าจับ ผ้านั้นเป็นอวมงคล” ก็ทรงถือผ้านั้นเสด็จกลับวัดเวฬุวันไป
                                     ่
              มานพรีบกลับไปบ้านบอกเรื่องนั้นแก่บิดา พราหมณ์พอได้ฟังลูกชายเล่าเรื่องจบ ก็ตกใจด้วยเกรงว่า “ความ

                                                                                     ้
              พินาศจักมีแก่พระพุทธเจ้าและพระวิหาร ผู้คนก็จะครหานินทาได้ เราต้องหาผาผืนใหม่ไปถวายแลกผ้าคู่นั้น
              นำกลับไปทิ้งเสีย” จึงชวนลูกชายและคนรับใช้นำผ้าใหม่ไปวัดเวฬุวัน ขอถวายผ้าใหม่แลกกับผ้าคู่นั้นคืนมา

              พระพุทธองค์ตรัสว่า “พราหมณ์ พวกเรามีนามว่าบรรพชิต ผ้าเก่าๆที่เขาทิ้งแล้วหรือตกอยู่ในที่เช่นนั้น
              ย่อมควรแก่พวกเรา ท่านเองมิใช่แต่จะเพิ่งเป็นคนมีความเชื่ออย่างนี้ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็เคยมี

              ความเชื่ออย่างนี้เหมือนกัน” ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ตรัสพระคาถาว่า “ผู้ใดถอนทิฏฐิเรื่องมงคล อุ
              บาต ความฝันและลักษณะได้แล้ว ผู้นั้น ล่วงพ้น สิ่งอันเป็นมงคลและโทษทั้งปวง ครอบงำกิเลสเป็นคู่ ๆ 1

              และโยคะทั้ง 2 ประการได้แล้ว ไม่กลับมาเกิดอีก”
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เป็นชาวพุทธไม่ควรเชื่อในโชคลางสังหรณ์ใด ๆ ๛


                                           ประตูแห่งประโยชน์ (อัตถัสสทวารชาดก)

              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง
              ความว่า ...วันหนึ่ง ได้มีเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่งพา บุตรอายุ 7 ขวบ ไปเข้าเฝ้าและถามปัญหาว่า

              “ลูกชายได้ถามถึงประตูแห่งประโยชน์ว่าคืออะไร” เพราะเป็นเด็กมีปัญญาฉลาด พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
                                                                                     ่
              “ในอดีตเด็กนี้ ก็เคยถามเราครั้งหนึ่งแล้ว” ได้ตรัสแก้ปัญหานี้ เป็นพระคาถาวา “บุคคลควรปรารถนาลาภ
              อย่างยิ่ง คือ ความไม่มีโรค 1 ศีล 1 การคล้อยตามผู้ร 1 การสดับตรัสฟัง 1 การประพฤติตามธรรม 1 ความ
                                                              ู้
              ที่จิตไม่หดหู่ 1 คุณธรรม 6 ประการนี้ เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ประตูแห่งประโยชน์ (ความสำเร็จ) มีอยู่ 6 ประการ ใครทำได้ตามนี้
                                              ชีวิตรุ่งโรจน์แน่ ๆ ๛
   38   39   40   41   42   43   44   45   46   47   48