Page 38 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 38

30

                                                 ตายเพราะปาก (ติตติรชาดก)
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ได้ตรัสอดีต

              นิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในตระกูลอุทิจจพราหมณ์ เมื่อ
              เรียนจบศิลปะทุกอย่างจากเมืองตักกสิลา แล้วบวชเป็นฤๅษี ได้เป็นอาจารย์ผู้ให้โอวาทแก่ฤๅษี 500 ตน ในที่

              นั้น มีฤๅษีขี้โรคผอมเหลืองผู้หนึ่ง วันหนึ่ง ท่านกำลังนั่งฝ่าฝืนอย ได้มีฤๅษีปากมากผู้หนึ่งเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้ว
                                                                       ู่
                                                                                                   ์
              พูดว่า “ท่านจงฟันอย่างนี้ จงฟันตรงนี้” ทำให้ฤๅษีขี้โรคโกรธแล้วกล่าววา “ท่านไม่ใช่อาจารยสอนศิลปะ
                                                                               ่
              การฝ่าฟืนของผมนะ” จึงฟันดาบสนั้นเสียชีวิตด้วยมีดฝ่าฟืนนั่นเอง และในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของฤๅษี มีนก
              กระทาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่จอมปลวก ทุกเช้าเย็นมันจะขึ้นไปยืนขันเสียงดังลั่นอยู่บนจอมปลวกนั้นเป็น

              ประจำทุกวัน เป็นเหตุให้พรานผู้หนึ่งมาจับมันไปเป็นอาหาร ฤๅษีพระโพธิสัตว์ไม่ได้ยินเสียงมันขันจึงถาม

              หมู่ฤๅษี เมื่อทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ท่ามกลางหมู่ฤๅษีว่า “คำพูดที่ดังเกินไป รุนแรงเกินไป
                                                        ี
              และพูดเกินเวลา ย่อมฆ่าคนผู้มีปัญญาทรามเสย เหมือนเสียงฆ่านกกระทา ที่ขันดังเกินไป”
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การพูดมากไม่ดี ควรพูดตามกาลเทศะ และพูดแต่ที่ดี ๛

                                               ดีแต่สอนคนอื่น (อนุสาสิกชาดก)

              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีผู้พร่ำสอนรูปหนึ่งมักห้าม

              ภิกษุณีรูปอื่นๆ ไปในที่หวงห้ามแต่ตนเองกลับไป เป็นเหตุให้ประสบเหตุร้าย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกป่า จ่าฝูงของนกนับร้อยตัว อาศัยอยู่ในปาหิมพานต์ วัน
                                                                                                ่
                                                                                       ็
              หนึ่ง มีนางนกจัณฑาลตัวหนึ่ง แตกฝูงไปหากินไกลถิ่น ที่ทางใหญ่กลางดง ได้เมลดข้าวเปลือกและถั่วที่ตก
              หล่นจากเกวียนชาวบ้านเป็นอาหาร เกิดความโลภอยากเก็บไว้กินผู้เดียว เมื่อกลับมาหาฝูงจึงให้โอวาทแก่

              ฝูงนกว่า “ธรรมดาทางใหญ่ในดงลึก มีภัยเฉพาะหน้ามาก ทั้งจากฝูงช้าง ม้าและยวดยานที่เทียมโค ถ้าไม่โผ
              บินขึ้นได้เร็ว ก็อย่าไปที่นั้นนะ” ฝูงนกจึงตั้งชื่อให้นางนกนี้ว่า แม่อนุสาสิกา ต่อมาวันหนึ่ง นางกำลังหากิน

              อยู่ ได้ยินเสียงยานแล่นมาด้วยความเร็ว ก็เหลียวดูนึกว่า ยังอยู่ไกลตัว ทันใดนั่นเอง ยานพลันถึงตัวนาง
              ด้วยความเร็วปานลมพัด นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน จึงถูกล้อยานทับตัวขาดเปนสองท่อน นอนตายอยู่ตรง
                                                                                     ็
              นั้น นกจ่าฝูง เมื่อไม่เห็นนางกลับมาเข้าฝูง จึงเรียกประชุมนกและให้ออกติดตามหา ไปพบนางในที่นั้น จึง
              กล่าวคาถาว่า “นางนกป่าชื่ออนุสาลิกา พร่ำสอนนกตัวอื่นอยู่เนืองนิตย์ แต่ตัวเองกลับโลภจัด จึงถูกล้อรถ

              บดขยี้ขาดเป็น 2 ท่อน นอนอยู่ที่หนทางใหญ่”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: กินคนเดียวไม่อร่อย และกินได้ไม่นาน ๛

                                                ปลาเจ้าปัญญา (มิตจินตีชาดก)

              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้เฒ่า 2 รูป ที่
              ผัดวันประกันพรุ่ง เป็นผู้เกียจคร้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลา 3 ตัว

              เป็นสหายกันชื่อว่า พหุจินตี อัปปจินตี และมิตจินตี ตามลำดับ พากันว่ายออกจากป่าลึกเข้ามาใกล้ถิ่น
              มนุษย์หากิน ปลามิตจินตีบอกกับเพื่อนๆว่า “ถิ่นมนุษย์เต็มไปด้วยภัย พวกชาวประมงพากันดักข่ายและไซ

              พวกเรา เข้าป่าลึกตามเดิมเถอะเพื่อน” ปลาอีก 2 ตัว พูดว่า “วันพรุ่งนี้ พวกเราค่อยไปเถิด” เพราะความ
              เกียจคร้านและติดใจในเหยื่อจนเวลาล่วงไปถึง 3 เดือน ชาวประมง ได้เริ่มวางข่ายดักปลาในแม่น้ำ ปลาพหุ

              จินตีและอัปปจินตี เมื่อออกหาอาหารพากันว่ายไปข้างหน้าอย่างไม่ระวัง ก็ว่ายเข้าไปในท้องข่ายทันที ส่วน

              ปลามิตจินตี มาทีหลังได้กลิ่นข่ายก็ทราบว่าเพื่อนอีก 2 ตัว ติดข่ายแล้ว จึงช่วยเพื่อนด้วยการแสดงลวงให้
              ชาวประมงเข้าใจว่าข่ายขาดปลาหนีไปได้ ด้วยการกระโดดข้ามข่ายไปมา พวกชาวประมงจึงยกข่ายขึ้นด้วย
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43