Page 39 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 39

31

                    ่
              เข้าใจวาข่ายขาด ปลาอีก 2 ตัว จึงรอดออกมาได้ ด้วยการช่วยเหลือของปลามิตจินตี พระพุทธองค์ เมื่อ
              ตรัสเล่าอดีตนิทานแล้ว ได้ตรัสพระคาถาวา “ปลาชื่อพหุจินตีและปลาชื่ออัปปจินตี ทั้ง 2 ตัวติดอยู่ในข่าย
                                                    ่
              ปลาชื่อมิตจินตีได้ช่วย ให้หลุดพ้นจากข่าย ปลาทั้ง 2 ตัว จึงได้มาพร้อมกันกับปลามิตจินตี ในแม่น้ำนั้น”
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ๛


                                                 คนมีศิลปะ (สาลิตตกชาดก)

                                                                                               ู
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์รปหนึ่ง ได้ตรัส
              อดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ในเมืองพาราณสี มี

              พราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากคนหนึ่งประจำราชสำนัก ถ้าเขาได้พูดแล้วคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย สร้าง
                                                                                      ี
              ความรำคาญให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งพระราชา พระองค์จึงคิดหาวิธสกัดคำพูดของปุโรหิตนั้น
              วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระอุทยานด้วยพระราชรถ ถึงต้นไทรทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กกลุ่มหนึ่งกำลัง
                                   ู้
              ยืนมุงดูชายง่อยเปลี้ยผหนึ่ง ดีดก้อนกรวดซัดใส่ใบไม้เจาะรูเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ จึงเสด็จเข้าไป
              ทอดพระเนตรดู ทรงคิดได้วิธีสกัดคำพูดของปุโรหิต รบสั่งให้ชายง่อยเปลี้ยเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
                                                              ั
              “ในราชสำนักของเรา มีคนพูดมากอยู่คนหนึ่ง เจา สามารถทำให้เขาหยุดพูดได้ไหม ?” เขากราบทูลว่า
                                                          ้
              “ถ้าได้ขี้แพะถังหนึ่ง อาจทำให้เขาหยุดพูดได้ พระเจ้าค่ะ” จึงรับสั่งให้นำชายง่อยเปลี้ยเข้าวังด้วย ให้เขานั่ง

              ภายในม่านเจาะรูตรงข้ามกับที่นั่งของพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากนั้น พร้อมให้วางขี้แพะแห้งไว้ใกล้ ๆชาย
              ง่อยเปลี้ยนั้น พอได้เวลาพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้า เขาก็เริ่มกราบทูลพูดโดยไม่เปดโอกาสให้ผู้อื่น เมื่อเขาอ้า
                                                                                      ิ
              ปากพูดคำไหน บุรุษง่อยเปลี้ยก็ดีดขี้แพะที่ทำเป็นก้อนเล็กๆ ผ่านม่านเข้าปากเขาทุกคำพูด พราหมณ์
                                                                                           ่
              ปุโรหิตจึงได้กลืนกินขี้แพะโดยไม่รู้ตัว พระราชาทรงทราบว่าขี้แพะหมดแล้ว จึงตรัสวา “ท่านอาจารย์ ท่าน
              กลืนกินขี้แพะไปตั้งถังหนึ่งแล้ว ยังไม่รู้อีกหรือ ? ท่าน จงไปถ่ายท้องก่อนที่จะตายเสียเถิด” ตั้งแต่นั้นเป็น
              ต้นมา พราหมณ์ปุโรหิตปิดปากสนิท แม้ใครจะพูดด้วย ก็ไม่ค่อยจะพูด พระราชาทรงสบายพระทัยแล้ว

              รับสั่งให้พระราชทานบ้าน 4 หลัง อยู่ในทิศทั้ง 4 ทิศ พร้อมทรัพย์สินแก่ชายง่อยเปลี้ยนั้น ฝ่ายอำมาตย์ ได้
              เข้าเฝาพระราชาแล้วกราบทูลว่า “ธรรมดาศิลปะในโลก บัณฑิตทั้งหลาย พึงเรียน แม้เพียงดีดก้อนกรวด ก็
                   ้
              ยังช่วยให้ชายง่อยได้สมบัตินี้” แล้วกล่าวคาถานี้ว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็สามารถให้
              สำเร็จประโยชน์ได้โดยแท้ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรบุรุษง่อย ได้บ้านทั้ง 4 ทิศ ก็ด้วยการดีดขี้แพะ”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิต และไม่ควรเป็นคนพูดมาก๛

                                              ชื่อนั้นสำคัญไฉน (นามสิทธิชาดก)
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดย

              ชื่อรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศา
              ปาโมกข์ อยู่ในเมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อของเขาไม่เป็นมงคล

                                                                     ์
              จึงเข้าไปหาอาจารย์ และขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารยจึงบอกให้ไปเที่ยวแสวงหาชื่อที่ตนเองชอบใจ
              มาแล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ เขาได้ออกเดินทางไปแสวงหาชื่อใหม่ จนถึงเมืองหนึ่ง เดินผ่านขบวนญาติ

              หามศพไปป่าช้า จึงถามถึงชื่อคนตาย พวกญาติจึงบอกชื่อว่า ชีวกะ(นายบุญรอด) เขาถามว่า “ชื่อชีวกะก็
                                                                                                  ี
                                           ่
              ตายหรือ ?” พวกญาติจึงกล่าววา “จะชื่ออะไร ๆ ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรยกกันเท่านั้น”
              พอเดินเข้าไปในเมือง พบเห็นพวกนายทุนกำลังจับนางทาสีเฆี่ยนด้วยเชือกอยู่ จึงถามความนั้นทราบว่านาง

                                                                                                           ่
              ไม่ยอมให้ดอกเบี้ยจึงถูกลงโทษแทน ถามถึงชื่อนางทาสีนั้น ทราบว่าชื่อนางธนปาลี (นางรวย) จึงถามวา
                                                                   ่
              “ชื่อรวย ยังไม่มีเงินดอกเบี้ยหรือ ?” พวกนายทุนจึงตอบวา “จะชื่อรวยหรือจน เป็นคนยากจนได้ทั้งนั้น
   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43   44