Page 46 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 46
38
คนอกตัญญู (สัจจังกิรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้พยายาม
ตะเกียกตะกายเพื่อปลงพระชนม์ของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานามาแล้ว
่
ในเมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัต มีพระราชโอรสผู้มีสันดานกักขฬะ หยาบคายอยู่พระองค์หนึ่งนามวา
ทุฏฐกุมาร พระกุมารไม่ได้ทุบตีใครแล้วจะไม่ยอมตรัสกับใคร จึงไม่เป็นที่ชอบใจทั้งคนภายในและภายนอก
พระราชวัง วันหนึ่ง ท้าวเธอปรารถนาจะเล่นน้ำในแม่น้ำ จึงไปที่แม่น้ำด้วยขบวนบริวารหมู่ใหญ่ ปรากฏว่า
ุ
วันนั้น มีพายฝนตกอย่างหนัก พวกทาสจึงพากันทิ้งพระองค์ให้ลอยไปตามลำน้ำ หนีกลับเข้าเมือง กราบทูล
พระราชาวาไม่พบพระกุมาร พระราชารับสั่งให้ทหารออกติดตามค้นดูให้ทั่วบริเวณก็ไม่พบ ฝ่ายพระกุมาร
่
ได้เกาะขอนไม้ลอยไปตามแม่น้ำ ไม่นานก็มีงู หนูและนกแขกเต้าหนีตายมาอาศัยเกาะขอนไม้นั้นตามลำดับ
สัตว์ทั้ง 4 ชนิดได้อาศัยขอนไม้ลอยไปตามแม่น้ำนั้น ที่ใกล้ฝงแม่น้ำนั้น มีอาศรมของฤๅษีอยู่ตนหนึ่ง ท่าน
ั่
กำลังเดินจงกรมในเวลาเที่ยงคืน ได้ยินเสียงพระกุมารร้องไห้ จึงไปที่ฝั่งน้ำ พบเห็นสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนั้นจึงได้
ช่วยขึ้นฝั่งมา ก่อไฟให้สัตว์ที่อ่อนแอกว่าผิงไฟก่อน ให้พระกุมารผิงทีหลัง เมื่อจะให้อาหารก็ให้สัตว์ทั้ง 3
ชนิดก่อน ให้พระกุมารทีหลัง พระกุมารผูกโกรธในฤๅษีหาว่าไม่ให้เกียรติตน พอผ่านไปสองสามวัน น้ำเหือด
แห้งแล้ว สัตว์ทั้งสามก็ร่ำลาฤๅษี พร้อมบอกที่อยู่ของตน หากฤๅษีเดือดร้อนอะไรจงบอก ส่วนพระกุมารก็
ร่ำลาฤๅษีเช่นกัน กลับไปถึงเมืองไม่นานก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ ฝ่ายฤๅษี ต้องการจะทดสอบสัตว์ทั้ง 4 ชนิด
จึงไปที่อยู่ของงู หนูและนกแขกเต้าตามลำดับ สัตว์เหล่านั้นต่างก็ยินดีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วเข้า
เมืองพักอยู่ที่สวนหลวง เพื่อทดสอบพระราชา รุ่งเช้าจึงออกเที่ยวภิกขาจาร ฝ่ายพระราชา ในขณะนั้น
กำลังประทับบนหลังช้างออกตรวจเมือง ทอดพระเนตรไปเห็นฤๅษีแต่ไกลก็จำได้ รับสั่งให้ทหารจับฤๅษีไป
เฆี่ยนตีทุก 4 แยกเมือง แล้วน้ำไปตัดศีรษะเสีย พวกทหารได้ทำเช่นนั้น ฤๅษีไม่สะทกสะท้านอ้อนวอนอะไร
่
เมื่อถูกเฆี่ยนตีทุก 4 แยกเมือง กลับกล่าวคาถาวา “ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ ได้กล่าวความจริงไว้อย่าง
่
ั
นี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า สวนคนบางคนที่ประทุษร้ายมิตรไม่ดีเลย” พวกราชบณฑิตได้ฟังคำนั้นทุก 4 แยก
จึงถามเหตุนั้น พอฤๅษีเล่าความจริงให้ฟังแล้ว เกิดความสลด จึงพากันกบฏจับพระราชาสำเร็จโทษเสียบ
นคอช้างนั้นเอง ทำการยกฤๅษีขึ้นเป็นพระราชาแทน ฤๅษีครั้นขึ้นครองราชย์แล้วต้องการทดสอบสัตว์อีก จึง
ไปที่อยู่ของงูและหนู สัตว์ทั้งสองได้มอบสมบัติจำนวน 70 โกฏิให้พระราชา ส่วนนกแขกเต้าก็จะนำข้าวสาล ี
ี้
มาให้ในฤดู พระราชานำสัตว์ทั้งสามเข้าเมืองบำรุงเลยงอย่างดี ครองราชโดยธรรม ประสบความร่มเย็นเป็น
สุขตลอดอายุขัย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เกิดเป็นคนต้องรู้จักบุญคุณของคน ๛
พญาช้างสีลวะ (สีลวนาคชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้ไม่รู้คุณคน ได้
ั
ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสตว์เกิดเป็นพญาช้างขาวปลอดเชือกหนึ่ง
ชื่อ สีลวนาคราช เป็นสัตว์มีศีล เที่ยวหากินอยู่ที่ป่าหิมวันตะ วันหนึ่งมีพรานป่า ชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง
พลัดหลงป่า กลัวตายจึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงเข้าไปช่วยนำเขาขึ้นขี่คอไปยังที่อยู่
ของตน นำผลไม้มาเลี้ยง ให้เขาพักอยู่สองสามวัน จงนำไปส่งปากทาง ในขณะที่อยู่บนคอช้าง นายพราน
ึ
คิดวางแผนร้าย ได้กำหนดต้นไม้ไว้แล้ว พอถึงปากทางพญาช้างบอกให้นายพรานอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร
วันนั้น นายพรานได้เดินทางไปที่ถนนช่างสลักงา สอบถามถึงความต้องการงาช้าง เมื่อพวกนายช่างแจ้งให้
ทราบว่า งาช้างที่เป็นอยู่มีราคาแพงกว่างาช้างที่ตายแล้ว ในวันรุ่งขึ้นนายพรานจึงถือเอาเลื่อยไปสู่ที่อยู่ของ

