Page 55 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 55

47

              ไปดูสระน้ำนั้นกับนกกระยาง นกกระยางได้นำปลาตัวนั้นไปชมสระน้ำนั้นบินวน 3 รอบ แล้วนำกลับมา
              ปล่อยยังสระเดิม ปลานั้นได้พรรณนาถึงสระน้ำที่ไปเห็นมาให้ปลาทั้งหลายฟัง พวกปลาจึงตกลงใจจะไปอยู่

              ที่สระใหม่ตามคำแนะนำของนกกระยางนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นกกระยางก็คาบปลาทีละตัวไปและกิน
              เสียที่ต้นไม้กุ่มใกล้สระนั้น จนปลาหมดสระ ในสระนั้นยังมีปูใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง นกกระยางอยากจะกินปูนั้น

                                                                               ่
                                                      ่
              จึงไปใช้อุบายนั้นอีก ส่วนปูฉลาดกลับเสนอวา เนื่องจากปูตัวใหญ่ เกรงวานกจะคาบไปไม่ไหว จึงขอใช้
              ก้ามปูคีบคอนกไปแทนก็แล้วกัน ด้วยอำนาจแห่งความหิว ทำให้นกกระยางตกลงตามนั้น พอบินไปถึงต้น
              กุ่มนกกระยางก็ไปจับที่ต้นไม้นั้นหวังจะกินปู ปูเห็นก้างปลาที่โคนต้นกุ่มนั้น กองอยู่อย่างมากมาย ทำให้
              ทราบความจริง จึงสั่งให้นกกระยางบินกลับไปส่งที่สระตามเดิม นกกระยางจะไม่ไป ปูจึงหนีบคอนกก

              ระยางให้แน่นขึ้น พร้อมกับขู่จะหนีบคอนกให้ขาด นกกระยางกลัวตายจึงบินกลับไปที่สระน้ำนั้น พอบินไป

              ถึงกลางสระน้ำ ปูจึงตัดสินใจหนีบคอนกกรยางค์ขาดตายกลางสระนั่นเอง รุกขเทวดา เห็นเหตุการณ์นั้น
              แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า “บุคคล ผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงผู้อื่น จะพบความสุขอยู่ได้ไม่นาน เพราะผู้ใช้

              ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมประสบผลแห่งบาปกรรมที่ตนทำไว้ เหมือนนกกระยางถูกปูหนีบคอตาย
              ฉะนั้น”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่ควรใช้ปัญญาหลอกลวงผู้อื่น เพราะจะประสบความพินาศในภายหลัง ๛

                                                  ลำดับอาวุโส (ติตติรชาดก)
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า เมื่อคราวเสด็จไปเมืองสาวัตถี ทรงปรารภการห้ามเสนาสนะของพระสารบุตร
                                                                                                          ี
              เรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้นเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวิหารเสร็จแล้ว ส่งทูตไปนิมนต์พระพุทธเจ้า พระ
              พุทธองค์ มีพระสงฆ์สาวกแวดล้อมได้เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์มารับการถวายวิหาร พวกอันเตวาสิกของ

              ฉัพพัคคีย์ภิกษุ เดินทางล่วงหน้าไปถึงกรุงสาวัตถีก่อนใคร แล้วพากันจับจองเสนาสนะเอาไว้ให้พระ
              อุปัชฌาย์และอาจารย์ของตนเอง ทำให้พระสารีบุตรเถระผู้มาถึงทีหลังไม่ได้เสนาสนะ จึงเป็นเหตุให้พระ

                                              ่
              พุทธองค์ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนานี้ ควรกระทำอภิวาท การลุกรับ อัญชลี
              กรรม สามีจิกรรมต่อผู้แก่กว่า ภิกษุควรได้อาสนะเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ ตามลำดับผู้ที่แก่กว่า “

              แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสัตว์สามสหายคือ นกกระทา ลิงและช้าง
              อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ สัตว์ทั้งสามอยู่อย่างไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ไม่เสมอภาคกัน

              ต่อมาสัตว์ทั้งสามตัวตกลงจะทำความเคารพกันตามความอาวุโส จึงคิดหาวิธีรู้ว่าใครจะเกิดก่อนกัน อยู่มา

              วันหนึ่ง สัตว์ทั้งสาม ขณะอยู่ที่ต้นไทรได้ถามกันและกันว่า “ท่านรู้จักต้นไทรนี้เมื่อไหร่ ?” ช้างพูดว่า “สมัย
              ที่เราเป็นลูกช้าง ต้นไทรนี้อยู่ระดับขาอ่อนของเรา เราเห็นมันตั้งแต่เป็นพุ่มไม้” ลิงพูดว่า “เราเป็นลูกลิงนั่ง
              อยู่พื้นดิน ก็เคี้ยวกินหน่อของต้นไทรอ่อนนี้ เราเห็นมันตั้งแต่เป็นต้นเล็ก ๆ อยู่” ส่วนนกกระทาพูดว่า

              “สหายทั้งสองเอ๋ย เมื่อก่อนต้นไทรใหญ่อยู่ที่โน้น เราไปกินผลของมันแล้วมาถ่ายอุจจาระลงในที่นี้ จึงทำให้

              มีต้นไทรต้นนี้ขึ้น” จึงทำให้สัตว์ทั้งสามทราบลำดับอาวุโสของกันและกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลิงและช้าง
              จึงอยู่ในโอวาทของนกกระทา ทำความเคารพยำเกรงกันและกัน พระพุทธองค์ เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้ว

              จึงได้ตรัสพระคาถาวา “นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ นรชนเหล่านั้น เป็นผู้
                                 ่
                                     ั
              ได้รับความสรรเสริญ ในปจจุบันนี้ และมีสุคติภพในเบื้องหน้า “
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เป็นผู้น้อยควรให้ความเคารพยำเกรงผู้ที่อาวุโสกว่า ๛
   50   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60