Page 61 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 61
53
่
ทั้งหลาย ชื่อว่า สภาวะที่เลวกว่าความอยากในรส ไม่มีในโลก” แล้วตรัสพระคาถาวา “ได้ยินว่า สภาวะ
อย่างอื่นที่จะเลวยิ่งไปกว่ารสทั้งหลาย ย่อมไม่มี รสเป็นสภาวะที่เลว แม้กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความสนิทสนม
ู่
นายสัญชัยผู้เฝ้าสวน นำเนื้อสมัน ซึ่งอาศัยอยในป่าทึบมาสู่อำนาจของตนได้ เพราะรสทั้งหลาย” เมื่อตรัส
แล้วจึงรับสั่งให้ปล่อยเนื้อสมันตัวนั้นเข้าป่าไปตามเดิม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าติดในรสชาติ เพราะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าความอยากในรส ๛
บวชเพราะผมหงอก (มฆเทวชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการเสด็จออกผนวชของพระองค์
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในกรุงมิถิลา วิเทหรัฐ มีพระราชาผู้ทรงธรรม
พระองค์หนึ่งพระนามว่า มฆเทวะ พระองค์ได้ตรัสกับนายช่างกัลบก(ช่างตัดผม)ว่า “นายช่าง หากวันใด
ท่านเห็นผมหงอกบนศีรษะเรา จงบอกเราด้วย” ต่อมาวันหนึ่ง นายช่างกัลบกพบผมหงอกเส้นหนึ่งบน
ศีรษะของพระราชา จึงได้ทูลให้ทรงทราบ พระราชาจึงสั่งให้ถอนออกมาวางไว้ที่ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์
ในสมัยนั้น พระราชายังมีพระชนมายุเหลืออยู่อีก 84,000 ปี ถึงกระนั้นพระองค์ก็ถึงความสลดพระทัยว่า
ความตายใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงวิตกจนพระเสโทเปียกชุ่มไปทั่วพระวรกาย ได้ตัดสินพระทัยออก
บรรพชาในวันนั้น จึงทรงประทานบ้านหลังโตแก่นายช่างกัลบก และมอบราชสมบัติแก่พระโอรสพระองค์
ใหญ่ พวกอำมาตย์ ได้ทูลถามถึงสาเหตุที่พระองค์สละราชสมบัติ พระองค์จึงตรัสบอกสาเหตุที่สละราช
สมบัติออกบวชเพราะผมหงอกบนศีรษะ แล้วได้ตรัสคาถาแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า “เมื่อวัยล่วงลับไป ผมบน
ศีรษะของเราก็หงอก เทวทูตก็ปรากฎชัด บัดนี้ เป็นเวลาที่เราควรจะบวช” ครั้นตรัสแล้ว ก็สละราชสมบัติ
บวชเป็นฤๅษีในวันนั้นเอง ประทับอยู่ในสวนมะม่วงตราบจนสวรรคต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่ควรประมาทในวัย เพราะความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ๛
ราคาข้าวสาร (ตัณฑุลนาฬิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระโลฬุทายีเถระ
ผู้ไม่รู้เรื่องในวิธีการให้สลากภัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระ
เจ้าพรหมทัต ครองเมืองพารารณสี แคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพนักงานตีราคา ทำหน้าที่ตีราคา
แลกเปลี่ยนสินค้าในพระคลังหลวงด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม พระราชามีความโลภทรงดำริวา “ถ้าเป็น
่
เช่นนี้ ไม่นานทรัพย์ในท้องพระคลังจักหมดสิ้นไป” จึงตั้งชายชาวบ้านผู้โง่เขลา ผู้หนึ่ง เป็นพนักงานตีราคา
แทนพระโพธิสัตว์นั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์มักจะอยู่เบื้องหลังการตีราคาสินค้าเสมอ มักตีราคาเอา
ตามความชอบใจ วันหนึ่ง มีพ่อค้าม้าคนหนึ่ง นำม้า 500 ตัว มาจากแคว้นอุตตราปถะเพื่อแลกเปลี่ยน ถูก
พนักงานตีราคาม้า 500 ตัว ด้วยข้าวสารทะนานเดียว ทำให้พ่อค้าเสียใจเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปที่บ้าน
ของพระโพธิสัตว์เพื่อปรึกษาขอความเป็นธรรม พระโพธิสัตว์จึงแนะนำให้พ่อค้าม้าติดสินบนพนักงานตี
ราคาแล้วให้เขาตีราคาข้าวสารทะนานหนึ่งใหม่ เมื่อปรึกษากันเช่นนั้นแล้วก็ชวนกันไปเข้าเฝ้าพระราชา
พร้อมอำมาตย์และประชาชนเป็นจำนวนมาก พร้อมให้พนักงานตีราคาข้าวสารทะนานหนึ่งใหม่ พ่อค้าม้า
ได้กราบทูลพระราชาวา “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทราบว่า ม้า 500 ตัว มีราคาเท่าข้าวสารหนึ่ง
่
ทะนาน แต่ข้าวสารทะนานนี้ มีราคาเท่าไร ? ขอพระองค์โปรดถามพนักงานตีราคาเถิด พระเจ้าข้า “
เมื่อพระราชาถามพนักงานตีราคา เขาจึงกราบทูลว่า “ข้าวสารทะนานนี้ มีราคาเท่ากับเมืองพาราณสีทั้ง
เมือง พะย่ะค่ะ” พระโพธิสัตว์ ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงถามเป็นคาถาวา “ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ตรัสว่า
่
ข้าวสาร 1 ทะนานมีราคาเท่ามูลค่าม้า 500 ตัวหรือ และข้าวสาร 1 ทะนานนี้มีค่าเท่ากับกรุงพาราณสีทั้ง

