Page 63 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 63
55
ไว้ เพื่อไม่ให้มันหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปากราชสีห์ ใช้ปากจิกกระดูกให้เคลื่อนเข้าไปในท้องของมันแล้วจิก
ท่อนไม้ให้ล้มลง บินขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ตามเดิม ทำให้ราชสีห์หมดทุกข์เที่ยวจับเหยื่อกินได้เป็นปกติ อีก
หลายวันต่อมา นกหัวขวานบินหากินไปพบราชสีห์กำลังนอนแทะเนื้ออยู่ คิดจะทดสอบจิตใจของราชสีห์ จึง
จับบนกิ่งไม้เหนือราชสีห์นั้นแล้วพูดว่า “ท่านจอมแห่งไพร ขอแสดงความเคารพ เราเคยได้ช่วยเหลือท่าน
้
อย่างหนึ่ง แล้วท่านจะมีอะไรตอบแทนกันบ้างหนอ” ราชสีห์ตอบว่า “เจานกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่
เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วละ เจ้าจะเอาอะไรอีก” นก
หัวขวานได้ฟังเช่นนั้นแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใด
อย่างหนึ่งแก่ใคร ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้
นั้น ก็ไร้ประโยชน์ . แม้อุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่า
บุคคลนั้น พึงค่อย ๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย” กล่าวจบก็บินหนีเข้าป่าไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
ผู้ไม่รู้บุญคุณที่เขาทำไว้แล้ว ไม่ควรคบสมาคมด้วย ๛
กากินน้ำทะเล (สมุททชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้ว
เที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาวา “บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอน
่
ผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้อง
ห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า “ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย”
เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า “ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลา
อยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ” มันจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะ
่
ดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัววาน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น” เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็น
คาถาว่า “ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้
ไม่ได้ ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้” ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำ
นั้นให้หนีไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ ๛
คนชั่วสรรเสริญกันเอง (อันตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่าง
สรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดา
ประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบานได้
้
ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อ
โคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอก
ขึ้นว่า “ท่านพญาเนื้อ ผู้มีรางกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำ
่
อย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง” สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบวา “กุลบุตร
่
ย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อ

