Page 62 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 62
54
ภายในภายนอกเชียวหรือ” พวกอำมาตย์และประชาชนทั้งหลายเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงพากันตบมือหัวเราะ
่
้
เยาะเยยวา “เมื่อก่อนพวกเราเข้าใจวา แผ่นดินและราชสมบัติเมืองพาราณสีนี้มีค่าหาประมาณมิได้ แต่ที่
่
ไหนได้ กลับมีค่าเพียงข้าวสารทะนานเดียวเท่านั้นหรือ โอ ! ท่านช่างเหมาะสมกับพระราชาเราเสียจริง ๆ
นะ” พระราชาทรงละอายพระทัยยิ่ง จึงรับสั่งให้ขับไล่พนักงานตีราคานั้นหนีไป ทรงแต่งตั้งให้พระโพธิสัตว์
เป็นพนักงานตีราคาเหมือนเดิม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: โลภมาก มักลาภหาย ๛
วาทศิลป์ (มังสชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภบิณฑบาตอันมีรสอร่อยที่พระสารี
บุตรให้แก่พวกภิกษุผู้ดื่มยาถ่าย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิด
เป็นลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี มีลูกชายเศรษฐีอีก 3 คนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาชวน
กันไปนั่งสนทนากันเล่นที่หนทางสี่แพร่งนอกเมือง ในขณะนั้นมีนายพรานคนหนึ่งนั่งเกวียนบรรทุกเนื้อมา
เต็มลำ เพื่อจะนำไปขายในเมืองพาราณสี ลูกชายเศรษฐีทั้ง 4 คนเห็นเขากำลังมา จึงปรึกษากันว่าใครจะ
สามารถใช้วาทศิลป์ขอเนื้อจากนายพรานคนนั้นได้มากกว่ากัน เมื่อนายพรานขับเกวียนเข้ามาใกล้แล้ว
ลูกชายเศรษฐีคนที่ 1 จึงร้องขอเนื้อขึ้นว่า “เฮ้ย..นายพราน ขอเนื้อสักชิ้นหน่อยสิ” นายพรานพูดว่า “วาจา
ของท่านหยาบคายนัก เป็นเช่นกับพังผืด เราจะให้เนื้อพังผืดแก่ท่าน” แล้วให้เนื้อพังผืดแก่เขาไป
ลูกชายเศรษฐีคนที่ 2 ร้องขอเนื้อวา “พี่ชาย ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ” นายพรานพูดว่า “คำว่าพี่ชายนี้
่
เป็นส่วนประกอบของมนุษย์ที่เรียกขานกันในโลก วาจาของท่านเป็นเช่นกับส่วนประกอบ เราจะให้เนื้อ
ส่วนประกอบแก่ท่านนะ” แล้วก็ยื่นเนื้อส่วนประกอบแก่เขาไป ลูกชายเศรษฐีคนที่ 3 เอ่ยปากขอเนื้อว่า
“พ่อ ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ” นายพรานพูดว่า “บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจพ่อหวั่นไหว
วาจาของท่านเป็นเช่นกับน้ำใจ เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่านนะ” แล้วก็ยื่นเนื้อหัวใจให้เขาไป พระโพธิสัตว์
เอ่ยปากขอเนื้อเป็นคนที่ 4 ว่า “สหาย ท่านจงให้เนื้อแก่ฉันบ้างสิ” นายพรานพูดเป็นคาถาว่า “ในบ้านของ
ผู้ใดไม่มีเพื่อน บ้านนั้นเป็นเช่นกับป่า คำพูดของท่านเช่นกับสมบัติทั้งหมด สหาย ข้าพเจ้าให้เนื้อทั้งหมดแก่
ท่าน” ว่าแล้วก็ชวนพระโพธิสัตว์ขึ้นเกวียนไปที่บ้านของเขามอบเนื้อให้ทั้งหมด ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เชิญ
นายพรานพร้อมภรรยาและบุตรธิดามาอยู่ด้วยกันให้เลิกทำการล่าสัตว์ เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันเกื้อกูลกัน
จนตราบสิ้นชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: วาทศิลป์เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่พึงศึกษาเพราะพูดถูกใจคนย่อมมีผลดีมากกว่าผลร้าย
นกหัวขวานกับราชสีห์ (ชวสกุณชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกหัวขวานอาศัยอยู่ในป่าแห่ง
หนึ่ง มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในบรเวณเดียวกัน วันหนึ่ง ราชสีห์กินเนื้อด้วยความมูมมามจึงทำให้
ิ
กระดูกติดคอจนคอบวม มันไม่สามารถจับเหยื่อหากินได้นอนปวดร้าวทรมานอยู่ หลายวันต่อมานก
หัวขวานบินเที่ยวหากินไปพบมันเข้าจึงจับกิ่งไม้ร้องถามไปว่า “ท่านราชสีห์ ท่านนอนร้องครวญครางอยู่
เป็นอะไรหรือ ?” “กระดูกติดคอเรานะสิ เรานอนเจ็บปวดทรมานมาหลายวันแล้ว ช่วยเราด้วย” มันร้อง
ตอบนกหัวขวานพูดว่า “เราอยากจะช่วยท่านอยู่ แต่ไม่กล้าจะเข้าไปในปากท่าน กลัวท่านจะกินเรา
“ราชสีห์อ้อนวอนว่า “ท่านอย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก ช่วยเราด้วยนะ” นกหัวขวานใจอ่อนด้วย
ความกรุณาสงสารราชสีห์จึงรับคำช่วยเหลือ ให้ราชสีห์นอนตะแคงแล้วใช้ท่อนไม้ค้ำปากของมันให้อ้าปาก

