Page 65 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 65
57
การหลอกลวง (ลาภครหิกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุลูกศิษย์ของพระสารีบุตรผู้
ถามถึงวิธีการได้ลาภสักการะด้วยการหลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ 500 คน ตั้งสำนักเรียนอยู่ในเมืองแห่ง
หนึ่ง วันหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปถามถึงวิธีได้เงินทองว่า “อาจารย์ครับ ผมเรียนใกล้จะจบแล้ว ผมอยาก
ทราบว่าชาวโลกเขา มีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรครับ” อาจารย์ตอบว่า
ิ
ี
“ฟังนะเธอ ชาวโลกเขามีวธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลย อยู่ 4 วิธ คือ
“ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนพูดส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนพูดส่อเสียด ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็น
เหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนพูดพล่อยทำเป็นเหมือนคนพูดพล่อย ย่อมได้เงินทองจากคนผู้หลงงมงาย นี่เป็น
คำสอนสำหรับเธอ” “มันมีความหมายว่าอย่างไรครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครบ” ลูกศิษย์ซักไซ้
ั
ต่อ อาจารย์จึงอธิบายให้ฟังว่า “คนบ้า ผู้คนมักจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เขาจะหยิบฉวยอะไรไปก็ได้ ไม่ว่าจะ
เป็นเสื้อผ้า อาหาร ขนม หรือเงินทอง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่กลัวนรก มีความโกรธ ถูกตัณหาครอบงำ
ย่อมทำกรรมชั่วทุกอย่าง ได้เช่นกันกับคนบ้า เขาจะแสวงหาเงินทองมาด้วยวิธีการแบบคนบ้า คนพูด
้
ส่อเสียด ย่อมสามารถพูดคำไม่เป็นจริงใหเป็นจริงได้ สามารถใส่รายป้ายสีคนอื่นให้เสียหายได้ ฉะนั้น ผ ู้
้
ต้องการเงินทองก็ต้องรู้จักพูดส่อเสียด นักฟ้อนรำ ย่อมไม่มีหิริโอตตัปปะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์มา
ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ คนพูดพล่อย ย่อมทำตัวเป็นคนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าใคร
ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผคนกลัวคนผู้นี้จะประจานจึงมอบทรัพย์ให้เขาเพื่อปิดปาก ทรัพย์จำนวนมากจึง
ู้
เกิดขึ้นแก่เขา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทอง จึงต้องรู้จักเป็นคนพูดพล่อย” ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วจึงพูดตำหนิวิธีการ
หลอกลวงให้ได้ลาภมาโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมวา “อาจารย์ครับ ถ้าเป้นเช่นนี้การออกบวชจะประเสริฐกว่า
่
การแสวงหาลาภโดยไม่มีคุณธรรมเลย” ว่าแล้วจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนตราบ
เท่าชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: วิธีการหลอกลวงของผู้คนในโลกนี้มีอยู่ 4 วิธีหลัก ให้พึงระวังเข้าไว้ ๛
ประโยชน์ของสัตว์ป่า (พยัคฆชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภโกกาลิกภิกษุผู้ไม่อาจจะอยู่
ร่วมกับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระ
โพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวปาแห่งหนึ่ง และในที่ไม่ไกลกันนักมีรุกขเทวดาตนหนึ่งอาศัยอยู่ต้นไม้
่
้
ใหญ่ต้นหนึ่ง ในป่านั้นมีราชสีห์กับเสือ 2 ตัวอาศัยอย เพราะกลัวราชสีห์และเสอพวกชาวบานจึงไม่ไปทำนา
ู่
ื
ใกล้ป่าและไม่คิดที่จะเข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น สัตว์ทั้งสองตัวเมื่อล่าเหยื่อได้แล้วก็จะฉีกกินเนื้อปล่อยให้
เหลือแต่กระดูกทิ้งไว้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วป่า วันหนึ่ง รุกขเทวดาตนนั้นได้แวะไปปรึกษากับรุกขเทวดา
โพธิสัตว์ว่า “เพื่อนรัก เพราะอาศัยราชสีห์และเสือสองตัวนี้ ป่าจึงมีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด เราเสนอวาให้ขับ
่
ไล่สัตว์สองตัวนี้หนีไปที่อื่นเสีย” พระโพธิสัตว์ห้ามวา “อย่าเลยท่าน เดี๋ยววิมานของท่านจะถูกทำลายนะ”
่
แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “เพราะการคบหามิตรใด ความปลอดภัยจะหมดไป บัณฑิตควรรักษาลาภยศและ
ชีวิตของตน ที่มิตรนั้นเคยครอบครองมาก่อนเอาไว้ ประดุจบุคคลรักษาดวงตา เพราะการคบหามิตรใด
ความปลอดภัยเพิ่มพูนมากขึ้น บัณฑิตควรทำการช่วยเหลือในกิจทุกอย่างของมิตรนั้น ให้เหมือนกับทำ
ให้กับตนเอง” เทวดาตนนั้นไม่เชื่อฟังได้แสดงรูปร่างน่ากลัวขับไล่ราชสีห์และเสอให้หนีไปอยู่ที่อื่น ต่อมาไม่
ื
ี
นานเมื่อชาวบ้านไม่เห็นรอยเท้าราชสห์และเสือก็เข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น ถางป่าด้านหนึ่งเป็นที่นา และตัด

