Page 72 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 72

64

                                                                                     ู่
              สมบัติบริจาคทานออกบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญพรตอยู่ฝั่งแม่น้ำคงคา ฤๅษีพี่ชายอยทางทิศเหนือของแม่น้ำ ส่วน
              ฤๅษีน้องชายอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ อยู่มาวันหนึ่ง พญานาคมณิกัฏฐะได้แปลงเพศเป็นชายหนุ่มเที่ยวเล่น

              ไปตามฝั่งแม่น้ำคงคา ผ่านไปถึงอาศรมของฤๅษีผู้น้องจึงแวะเข้าไปสนทนาปราศรัยด้วยเกิดความสนิทสนม
              คุ้นเคยชอบพอกันกับฤๅษีผู้น้องนั้น จึงเทียวมาเยี่ยมเยือนทุกวันมิได้เว้น เมื่อสนทนาเสร็จก่อนจะกลับก็จะ

              คืนร่างเป็นพญานาคเอาขนดหางตะหวัดรัดรอบฤๅษีแผ่พังพานไว้เหนือหัวด้วยความสิเนหาในฤๅษีนั้น นอน

              พักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วค่อยคลายร่างออกไหว้ฤๅษีแล้วจึงกลับนาคพิภพ จะเป็นเช่นนี้ประจำ ฤๅษีนั้นทุกครั้งที่
              ถูกรัดตัวเกิดความกลัวจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบซีดผ่ายผอมลงทุกวัน วันหนึ่ง ท่านได้แวะไปหา
              ฤๅษีพี่ชาย เล่าเรื่องให้ฟังแล้วปรับทุกข์กับพี่ชายวา “ผมไม่อยากให้พญานาคมาหาผมเลย พี่ช่วยผมหน่อย
                                                          ่
              ซิ” พี่ชายถามว่า “พญานาคเวลามา มีเครื่องประดับอะไรไหมละ” “ประดับแก้วมณีมาครบพี่” ท่านตอบ
                                                                                                ั
              พี่ชาย ฤๅษีพี่ชายจึงแนะนำว่า “เมื่อพญานาคมาถึงอาศรมของท่าน ยังไม่ทันได้ไหว้ ท่านก็ขอแก้วมณีของ
              มันเลย มันก็จะหนีไป วันที่สองพอมันมาถึงประตูอาศรมเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีของมันอีก พอถึง

              วันที่สาม ท่านไปยืนดักรอที่ฝั่งแม่น้ำ พอมันโผล่หัวขึ้นจากฝั่งแม่น้ำเท่านั้น ท่านก็เอ่ยปากขอแก้วมณีอีก ที
              นี้แหละมันก็จะไม่มารบกวนท่านอีกเลย” ฤๅษีผู้น้องได้ทำตามนั้น ในวันที่ 3 พญานาคขณะยืนอยู่ในน้ำเมื่อ

              ถูกฤๅษีขอแก้วมณีอีก จึงพูดว่า “ท่านฤๅษี ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยงมีแก่ข้าพเจาก็เพราะแก้วมณีดวงนี้
                                                                          ิ่
                                                                                     ้
              ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีแก่ท่านได้อย่างไร ท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจักไม่มาอาศรมของท่านอีก
              แล้วละ เมื่อท่านขอแก้วมณีดวงนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียวเหมือนชายหนุ่มถือดาบอันคมกริบ” กล่าวจบก็
              ดำน้ำลงไปนาคพิภพไม่กลับมาที่นั้นอีกเลย ฝ่ายฤๅษี เมื่อพญานาคไปแล้วไม่มาหาอีกกลับคิดถึง เกิดความ

              เศร้าเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงยิ่งซูบผอมลงไปมากกว่าเดิมอีก หลายวันต่อมาฤๅษีพี่ชายอยากจะทราบ
              เรื่อง จึงแวะมาที่อาศรมน้องชาย เมื่อเห็นน้องชายแล้วยิ่งตกใจจึงถามถึงสาเหตุ ฤๅษีน้องชายจึงตอบเป็น

              คาถาว่า “บุคคลไม่ควรขอสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของเขา อนึ่ง เพราะขอเกินไปย่อมเป็นที่เกลียดชัง นาคราชถูก

              ฤๅษีขอแก้วมณี จึงไม่หวนกลับมาให้ฤๅษีเห็นอีกเลย” ฤๅษีพี่ชายได้ปลอบน้องชายให้หายเศร้าเสียใจแล้วจึง
              กลับอาศรมของตน ฤๅษีสองพี่น้องบำเพ็ญฌานสมาบัติได้ไปเกิดในพรหมโลกในที่สุด

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:  ควรขอเท่าที่จำเป็น และขอในสิ่งที่เขาจะสามารถให้ได้เท่านั้น ๛

                                                  กบเขียว (หริตมาตชาดก)

              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเจ้าอชาตศัตรูผู้หลานทำ

              สงครามกับพระเจ้าโกศลผู้ปู่ต่างพลัดกันแพ้ชนะอยู่ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนาน
                                                  ู่
              มาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกบเขียวอยในแม่น้ำแห่งหนึ่ง สมัยนั้นชาวบ้านจะดักลอบจับปลาในแม่น้ำ ที่
                                                             ู
              ลอบหลังหนึ่งมีปลาเข้าไปติดอยู่เป็นจำนวนมาก มีงปลาตัวหนึ่งเห็นปลาติดลอบจำนวนมากคิดจะเข้าไปกิน
              ปลาจึงเข้าไปในลอบหลังนั้น ถูกปลารุมกัดจนเลือดนองไปทั่วร่าง ดิ้นรนออกมานอนอยู่บนฝั่งใกล้ ๆ ลอบ

              หลังนั้น กบเขียวที่นอนอยู่บนหลังลอบได้เห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอด งูปลาเหลือบไปเห็นกบแล้วถามวา
                                                                                                           ่
              “ท่านกบเขียว ปลาทั้งหลายรุมกัดฉันผู้เข้าไปในลอบ เรื่องนี้ท่านชอบใจหรือไม่” กบเขียวตอบว่า “สหาย

              ถูกแล้วเราพอใจ เพราะถ้าปลามาถิ่นท่าน ท่านก็ต้องกินปลาเป็นธรรมดา ฝ่ายปลาก็กินท่านผู้มาถิ่นของเขา
              เช่นกัน การอ่อนข้อให้ผู้อื่นในถิ่นหากินของตนไม่มีดอก” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “บุรุษผู้มีอิสรภาพอยู่

              เพียงใด ก็ย่ำยีผู้อื่นได้อยู่เพียงนั้น คนอื่นมายำยีตนคราวใด คราวนั้น ผู้ที่ถูกย่ำยีก็ย่ำยีตอบบ้าง” ฝูงปลาเมื่อ
                                                      ่
              ได้ฟังกบวินิจฉัยคดีเช่นนี้ ก็กรูกันออกจากลอบกัดงูปลาจนตาย ณ ที่ตรงนั้นเอง แล้วต่างก็หนีไป

                  ิ
              ข้อคดที่ได้จากเรื่อง:  ถิ่นใคร ถิ่นมัน อย่าใหญ่ผิดที่แล้วจะถึงความพินาศ ๛
   67   68   69   70   71   72   73   74   75   76   77