Page 67 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 67

59

              ภรรยาจำพวกที่ 2 สามีได้ทรัพย์มามอบให้ภรรยาเก็บรักษาไว้ แต่ภรรยาไม่รู้จักเก็บรักษา ปรารถนาแต่จะ
                                      ี
              ใช้ทรัพย์นั้นให้หมดไป นี่เรยกว่า โจรีภริยา ภรรยาเสมือนดังโจร  ภรรยาจำพวกที่ 3 เกียจคร้านทำงาน กิน
              จุ มักโกรธ มักดุด่า กดขี่คนใช้ นี่เรียกว่า อัยยาภริยา ภรรยาเสมือนดังเจ้านาย  ภรรยาจำพวกที่ 4 โอบ
                                                                                                     ์
              อ้อมอารี ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนแม่รักษาลูก รักษาทรัพยที่สามีหามา
              ได้ไว้ นี่เรียกว่า มาตาภริยา ภรรยาเสมือนดังมารดา  ภรรยาจำพวกที่ 5 มีความเคารพสามี มีความละอาย

                                                                   ี
              ใจ ทำตามความพอใจสามี คล้ายน้องสาวเคารพพี่ชาย นี่เรยกว่า ภคินีภรรยา ภรรยาเสมือนดังน้องสาว
              ภรรยาจำพวกที่ 6 เห็นหน้าสามีย่อมร่าเริงยินดี คล้ายกับเพื่อนรักมาเยี่ยมเยือนบ้าน รักษาชื่อเสียงวงศ์
                                                   ่
              ตระกูล มีศีลมีวัตรปฏิบัติต่อสามี นี่เรียกวา สขีภริยา ภรรยาเสมือนดังเพื่อน  ภรรยาจำพวกที่ 7 เป็นคนที่
              ไม่มีความขึงโกรธ ถึงจะถูกคุกคามก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย อดกลั้นต่อสามี เอาใจสามีเก่ง นี่เรียกว่า ทาส ี

              ภริยา ภรรยาเสมือนดังทาส สุชาดา ภรรยา 3 จำพวกแรกต้องตกนรก ส่วนภรรยา 4 จำพวกหลังไปเกิดใน
              เทวโลกชั้นนิมมานรดี ภรรยา 7 จำพวกนี้ เธอจะเป็นจำพวกไหน” เมื่อพระพุทธองค์เทศนาเรื่องภรรยา 7

              จำพวกจบเท่านั้น นางสุชาดาได้เป็นพระโสดาปัตติผลทันที จึงกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ขอเป็นทาสีภริยา
              ภรรยาเสมือนดังทาส พระเจ้าข้า “ถวายบังคมขอขมาพระพุทธเจ้าแล้วก็ไป

              เมื่อกลับถึงวัดเชตวันพวกภิกษุพากันสนทนาถึงนางสุชาดาที่เป็นหญิงสะใภ้ผู้ดุร้าย พอได้ฟังธรรมของพระ
              พุทธองค์แล้วกลับเป็นหญิงเรียบร้อยไปได้ พระพุทธเจ้าเพื่อคลายความสงสัยของพวกภิกษุได้ตรัสอดีต

              นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพรหมทัต
              เมืองพาราณสี พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปะที่เมืองตักกสิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ขึ้น

              ครองราชยสืบมา พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม แต่พระมารดาเป็นผู้มักโกรธดุร้าย ชอบด่าข้า
                        ์
              ทาสบริวารอยู่เสมอ พระองค์คิดหาวิธีจะตักเตือนพระมารดาแต่ก็ยังหาไม่ได้ วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปสวน

                                            ิ
              หลวงพร้อมด้วยพระมารดา มีบรวารแวดล้อมไปด้วยคณะใหญ่ พวกข้าทาสบริวารพอได้ยินเสียงนก
                                                             ้
              ต้อยตีวิดร้องก็พากันปิดหูพร้อมกับบ่นว่า “เจ้านกบา เสยงไม่ไพเราะก็ยังรองอยู่ได้ ไม่อยากฟัง” ลำดับนั้น
                                                                                 ้
                                                                 ี
              ได้ยินเสียงนกดุเหว่าร้องสำเนียงไพเราะก็พากันชื่นชมว่า “เสียงเจ้าช่างไพเราะจริงๆ ร้องต่อไปเรื่อย ๆ
              อย่าได้หยุดนะ” พระองค์คิดว่าได้โอกาสตักเตือนพระมารดาแล้ว จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า “ธรรมดาสัตว์
                                          ี
              ทั้งหลายที่สมบูรณ์วรรณะ มีเสยงอันไพเราะ น่ารักน่าชม แต่พูดจาหยาบกระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักของใครๆ
              ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า พระองค์ก็ได้เห็นมิใช่หรือว่า นกดุเหว่าสีดำตัวนี้มีสีไม่สวย ลายพร้อยไปทั้งตัว แต่
              เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายจำนวนมาก เพราะร้องด้วยเสียงอันไพเราะ เพราะฉะนั้น บุคคลควรพูดคำอัน

              สละสลวย คิดก่อนพูด พูดพอประมาณไม่ฟุ้งซ่าน ถ้อยคำของผู้ที่แสดงเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นถ้อยคำอัน
              ไพเราะ เป็นถ้อยคำที่เป็นภาษิต” พระมารดาได้สดับแล้วก็กลับได้สติ จำเดิมแต่วันนั้นมาก็กลายเป็นคน

              เพียบพร้อมด้วยมารยาทอันดีงามไม่ดุด่าว่าร้ายใครๆ ครองชีวิตโดยธรรมเสด็จไปตามยถากรรม
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:  สะใภ้ที่ดีควรเลือกทำตามภรรยา 4 จำพวกหลัง และควรเป็นคนเจรจาด้วย

                                              คำไพเราะอ่อนหวามเหมือนกับเสียงนกดุเหว่าที่ใครๆ ก็ลุ่มหลงอยากฟัง ๛


                                                 ปูทอง (สุวรรณกักกฏกชาดก)
              ๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภหญิงชาวเมืองผู้ปกป้องสามีจาก

              พวกโจรคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีบึงใหญ่ใกล้ป่าหิมพานต์อยู่บึง
              หนึ่ง ในบึงนั้นมีปูทองตัวขนาดเท่าลานนวดข้าวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันสามารถจับช้างที่มาดื่มน้ำในบึงเป็น

              อาหารได้ ฝูงช้างเพราะกลัวปูทองนั่นเองจึงไม่กล้าลงดื่มน้ำในบึงนั้น สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิใน
   62   63   64   65   66   67   68   69   70   71   72