Page 242 - tiwakorn-marketing-black-press3 ลิขสิทธิ์
P. 242

212


                                                                                           ิ
                  การสอนนั้นเป็นไปตามหลักการที่ยึดถือ ซึ่งได๎รับการพิสูจน์ ทดสอบหรือยอมรับวํามีประสทธิภาพ สามารถ
                                                                                      ้
                                                                     ์
                    ๎
                                                                                                ํ
                                                          ั
                                        ี
                  ใชเป็นแบบแผนในการเรยนการสอนใหบรรลวตถุประสงคเฉพาะของรูปแบบนันๆ  ซึ่งแตละรูปแบบ
                                                    ๎
                                                         ุ
                                     ํ
                                                                               ั
                                                 ู
                                                                       ี
                                                                       ่
                                                                                     ๎
                                ี่
                                                                                              ั
                  มีวัตถุประสงคทแตกตางกัน ซึ่งเป็นรปแบบการเรียนการสอนทเน๎นการพฒนาดานพทธิพิสย (Cognitive
                              ์
                                                                                         ุ
                                         ิ
                                                                                        ิ
                                             ั
                                                                                   ั
                                     ๎
                  domain) การพัฒนาดานจตพิสย  (Affective domain)  การพฒนาดานทกษะพสย  (psychomotor
                                                                               ๎
                                                                                         ั
                                                                         ั
                                                                                                       ั้
                                        ั
                               ั
                  domain)การพฒนาดานทกษะกระบวนการ (Process skills) หรือ การบูรณาการ (integration) ทงนี้
                                    ๎
                                                                            ็
                  รูปแบบดังกลําวเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีลักษณะเน๎นผู๎เรียนเปนส าคัญ

                      2.3 การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative or Collaborative Learning)
                        ความหมายของการเรียนรู๎แบบรํวมมือได๎มีการสรุปไว๎ดังนี้
                                                       ุ
                                     ุ
                         พิมพันธ์  เดชะคปต์ และพเยาว์  ยินดีสข  (2559:20)  ได๎สรุปการเรียนรู๎แบบรํวมมือ คือการเรียนรู๎
                  เป็นกลุํมยํอยโดยมีสมาชิกกลุํมที่มีความสามารถแตกตํางกันประมาณ 3–6 คนชํวยกันเรียนรู๎เพื่อไปส ูํ
                                                                                                  ั
                  เป้าหมายของกลุํม ในการจัดการเรียนการสอนโดยทั่วไป เรามักจะไมํให๎ความสนใจเกี่ยวกับความสมพันธ์
                  และปฏิสัมพันธ์ระหวํางผู๎เรียน สํวนใหญํเรามักจะมุํงไปที่ปฏิสัมพันธ์ระหวํางครูกับผู๎เรียน หรือระหวําง
                  ผู๎เรียนกับบทเรียน ความสัมพันธ์ระหวํางผู๎เรียนเป็นมิติที่มักจะถูกละเลยหรือมองข๎ามไปที่มีผลการวิจัย
                  ชี้ชัดเจนวํา ความรู๎สึกของผู๎เรียนตํอตนเอง ตํอโรงเรียน ครูและเพื่อนรํวมชั้น มีผลตํอการเรียนรู๎มาก
                  ปฏิสัมพันธ์ระหวํางผู๎เรียนมี 3 ลักษณะคือ
                         1. ลักษณะแขํงขันกัน ในการศึกษาเรียนรู๎ ผู๎เรียนแตํละคนจะพยายามเรียนให๎ได๎ดีกวําคนอื่น
                  เพื่อให๎ได๎คะแนนดี ได๎รับการยกยํอง หรือได๎รับการตอบแทนในลักษณะตําง ๆ
                         2. ลักษณะตํางคนตํางเรียน คือ แตํละคนตํางก็รีบผิดชอบดูแลตนเองให๎เกิดการเรียนรู๎
                  ไมํยุํงเกี่ยวกับผู๎อื่น
                         3. ลักษณะรํวมมือกันหรือชํวยกันในการเรียนรู๎ คือ แตํละคนตํางก็รับผิดชอบในการเรียนรู๎
                  ของตน และในขณะเดียวกันก็ต๎องชํวยให๎สมาชิกคนอื่นเรียนรู๎ด๎วย
                         สรุปไดวําการจดการศกษาปจจบนท่เน๎นการสงเสริมการเรียนรู๎แบบแขํงขัน ซึ่งอาจมีผลทาให๎
                                                      ั
                                                         ี
                                                  ั
                                                    ุ
                                                                 ํ
                                      ั

                               ๎
                                             ึ
                  ผู๎เรียนเคยชินตํอการแขํงขันเพื่อแยํงชิงผลประโยชน์มากกวําการรํวมมือกันแก๎ปัญหา อยํางไรก็ตาม เราควร
                                                                                                       ั้
                                                            ๎
                  ให๎โอกาสผู๎เรียนได๎เรียนรู๎ทั้ง 3 ลักษณะ โดยรู๎จักใชลกษณะการเรียนรู๎อยํางเหมาะสมกับสภาพการณ ทงนี้
                                                             ั
                                                                                                     ์
                                                                                   ่
                                                                                 ํ
                                                                        ั
                  เพราะในชีวิตประจ าวัน ผู๎เรียนจะต๎องเผชิญสถานการณ์ที่มีทั้ง 3 ลกษณะ แตเนืองจากการศกษาปัจจบันม ี
                                                                                              ึ
                                                                                                     ุ
                                                                                           ํ
                                                                                  ๎
                  การสงเสริมการเรียนรู๎แบบแขํงขันและแบบรายบุคคลอยูํแลว เราจงจาเป็นตองหันมาสงเสริมการเรียนรู๎
                                                                     ๎

                                                                          ึ
                       ํ
                                                                         ๎
                                                                                         ั
                                                                      ั้
                                                                                ั

                                                                 ี
                  แบบรํวมมือ  ซึ่งสามารถชํวยให๎ผู๎เรียนเกิดการเรียนรู๎ไดด รวมทงไดเรียนรู๎ทกษะทางสงคมและการทางาน
                                                               ๎
                                   ั
                  รํวมกับผู๎อื่นซึ่งเป็นทกษะที่จ าเป็นอยํางยิ่งในการด ารงชีวิตด๎วย

                            2.3.1 องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู๎แบบรํวมมือไมํได๎มีความหมายเพียงวํา
                  มีการจัดให๎ผู๎เรียนเข๎ากลุํมแล๎วให๎งานและบอกผเรียนให๎ชํวยกันท างานเทํานั้น การเรียนรู๎จะเป็นแบบรํวมมือ
                                                         ู๎
                  ได๎ ต๎องมีองค์ประกอบที่ส าคัญครบ 5 ข๎อดังนี้
                            1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน (Positive interdependence) กลุํมการเรียนรู๎แบบรํวมมือ จะตอง
                                                                                                       ๎
                  มความตระหนักวา สมาชกทกคนมความสาคญ และความสาเรจของกลมขนกบสมาชกทกคนในกลม ใน
                                                                                          ิ
                                          ุ
                                                                                   ั
                                                ี
                                        ิ
                                                                                                     ุ
                                                                                                     ํ
                                 ํ
                                                                                            ุ
                    ี


                                                                                 ึ
                                                                                 ้
                                                                       ็
                                                                              ํ
                                                                              ุ
                                                        ั
                                                                                                     ็
                        ี
                                                                          ุ

                                                                          ํ
                                  ิ
                                                                ๎
                                                             ็
                                      ํ

                  ขณะเดยวกันสมาชกแตละคนจะประสบความสาเรจไดกตอเมอกลมประสบความสาเรจ ความสาเรจของ
                                                                 ็
                                                                      ่
                                                                  ํ
                                                                      ื

                                                                                          ็
                                     ี
                  บทที่ 11 แนวคิดการจัดการเรยนรู๎ทางการตลาด


                                                              ั
                             ดร.ทิวากร เหล่าลือชา  |  หลักการตลาดเพ่อพฒนาการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ทางการตลาดของชุมชน  241
                                                            ื
   237   238   239   240   241   242   243   244   245   246   247