Page 50 - นาวิกศาสตร์ เดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๕๙
P. 50

กฎหมายจารีตประเพณี จะเป็นการขัดกับอนุสัญญา     ความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of

            สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล  ค.ศ.๑๙๘๒         Amity and Cooperation in Southeast Asia 1976)
            หรือเป็นเรื่องที่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย  เป็นตราสารที่ไม่ขัดขวางสิทธิในการระงับข้อพิพาทด้วย
            ทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ อนุสัญญาจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการ  การอนุญาโตตุลาการ ในการนี้ฟิลิปปินส์อ้างว่า
            ตีความหรือใช้อนุสัญญา                                DoC  ไม่เป็นความตกลงตามนัยข้อ  ๒๘๑
                  คำแถลงของฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับสถานะ     วรรคหนึ่ง เพราะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็น
            ของลักษณะทางทะเลบางแห่ง และการดำเนินการของ     ปฏิญญาทางการเมืองซึ่งจีนก็ยอมรับแล้วในหลาย
            จีนในทะเลจีนใต้ต้องให้ศาลใช้อนุสัญญาสหประชาชาติ  โอกาส  โดยเฉพาะในเอกสารผลลัพธ์การประชุม

            ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒  ในการชี้ขาด        อาเซียน-จีน
                (๒) ฟิลิปปินส์โต้แย้งว่าการที่ให้ศาลตัดสินสถานะ       ไม่มีถ้อยคำใดใน DoC ที่มีนัยตัดวิธีอนุญา
            ของลักษณะทางทะเลใดทะเลหนึ่งตามนิยามของ         โตตุลาการ อีกทั้งยังอ้างถึงการให้ระงับข้อพิพาท
            อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒   โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
            และสิทธิในเขตทางทะเลที่ลักษณะดังกล่าวพึงมี     กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ (ย่อหน้า ๔)
            ไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินว่าลักษณะทางทะเลนั้น ๆ           Treaty of Amity and Cooperation in
            อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใดจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาล     Southeast Asia 1976 ซึ่งเป็นความตกลงที่มีผลบังคับ
            จะต้องพิจารณาประเด็นอธิปไตยหรือกรรมสิทธิ์ของ   ทางกฎหมาย และมีข้อที่ระบุถึงวิธีระงับข้อพิพาทอื่น ๆ
            ลักษณะก่อน และมีบรรทัดฐานคำพิพากษาที่แสดงว่า   (ข้อ ๓๓.๑ กฎบัตรสหประชาชาติ)

            ศาลมีอำนาจศาลในการพิจารณาข้อพิพาทที่มีหลายมิติ     (๕) นอกจากนี้ฟิลิปปินส์แถลงด้วยว่า  เอกสาร
            แม้ว่าบางมิติของข้อพิพาทศาลจะไม่มีอำนาจก็ตาม   DoC ไม่ได้ปิดปาก (Estoppel) ฟิลิปปินส์ที่จะนำคดีมา
            อาทิคดี  Case  Concerning  United  States      สู่ศาลและอ้างถึงแนวบรรทัดฐานเรื่องการปิดปากจาก
            Diplomatic  and  Consular  Staff  in  Tehran       คำตัดสินในคดีอนุญาโตตุลาการตามภาคผนวก  ๗
            ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๘๐   อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
            ย่อหน้า ๔๔ – ๔๕ และคดี Application of the      ค.ศ.๑๙๘๒ ระหว่าง สหราชอาณาจักรกับสาธารณรัฐ
            Interim Accord of 13 September 1995 ระหว่าง    มอริเชียส เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล Chagos

            Former  Yugoslav  Republic  of  Macedonia      เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๕ คดีปราสาทพระวิหาร
            และกรีซ ซึ่งศาลโลก ตัดสินเมื่อ ๕ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๑   และคดี Land and Maritime Boundary between
                (๓) ฟิลิปปินส์แถลงเหตุผลสนับสนุน และเงื่อนไข  Cameroon and Nigeria, Preliminary Objection
            แห่งการที่รัฐภาคีคู่พิพาทจะต้องระงับข้อพิพาทตามวิธี  เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๙๘ (ย่อหน้า ๗๑) และ
            ของตอนที่ ๑ แล้ว (ข้อ ๒๘๖ อนุสัญญาสหประชาชาติ  ไม่มีความขัดแย้งระหว่างพันธกรณีในการเจรจากับ
            ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒) ว่าเกิดขึ้นแล้ว     การนำคดีสู่วิธีการดำเนินการระงับข้อพิพาทภาคบังคับ
            และนำไปสู่กระบวนการจัดตั้งศาลอนุญาโตตุลาการ    และสนธิสัญญามิตรภาพฯ ในข้อ ๑๕ ที่กำหนดให้คณะ
            ตามความในภาคผนวก ๗ ของ อนุสัญญาสหประชาชาติ     อัครมนตรีสามารถเป็นผู้ให้บริการประสานไมตรีในกรณี
            ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ซึ่งเป็นวิธีดำเนินการ  มีข้อพิพาทก็ไม่มีลักษณะเป็นภาคบังคับ และข้อ ๑๗

            ภาคบังคับซึ่งมีการวินิจฉัยที่มีผลบังคับ        ก็ไม่กีดกันการใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยสันติตามนัย
                (๔) เอกสาร DoC และสนธิสัญญามิตรภาพและ      ข้อ ๓๓.๑ กฎบัตรสหประชาชาติ


            46     นาวิกศาสตร์  ปีที่ ๙๙  เล่มที่ ๕  พฤษภาคม ๒๕๕๙
   45   46   47   48   49   50   51   52   53   54   55