Page 138 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 138

ของเอกสาร ประกอบกับผูกูมิไดมาติดตอใหตัวอยางลายมือชื่อดวยตนเอง อันเปนชองทางใหมี

              การทุจริตถอนเงินกูออกจากบัญชีเงินฝากดังกลาวไดสำเร็จ จึงเปนการไมปฏิบัติใหเปนไปตาม

              คำสั่งของโจทก ดังนั้น อุทธรณของจำเลยที่ ๕ ในขอนี้จึงเปนอุทธรณโตเถียงดุลพินิจในการรับฟง
              พยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๔ อันเปนอุทธรณในขอเท็จจริง ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณตาม

              พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง

              ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมรับวินิจฉัยเชนกัน

                       มีปญหาที่ตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในประเด็นที่ ๔ และอุทธรณ
              ของจำเลยที่ ๕ ในประเด็นที่ ๓ วา จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ประมาทเลินเลออยางรายแรงหรือไม

              เห็นวา เมื่อศาลแรงงานภาค ๔ ฟงขอเท็จจริงแลววา จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในฐานะคณะกรรมการ

              สินเชื่อสาขา มีหนาที่ความรับผิดชอบที่ตองวิเคราะหสินเชื่อและพิจารณาอนุมัติใหเปนไปตามคำสั่ง

              ของโจทกตามคำสั่งโจทกที่ ๕๖/๒๕๕๕ และที่ ๑๐๗/๒๕๕๖ และโจทกไดแจงเวียนคำสั่งใหพนักงาน
              ของโจทกทราบแลว แตจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ไดพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหสูงเกินกวาที่กำหนดไว

              ในคำสั่งและไมไดพิจารณาวัตถุประสงคของการกูเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และวิเคราะห

              ความเปนไปไดในการขอสินเชื่อใหเปนไปตามคำสั่งโจทกที่  ๕๖/๒๕๕๕  และที่  ๑๐๗/๒๕๕๖

              จนกระทั่งเปนชองทางใหจำเลยที่ ๑ กระทำการทุจริตไดสำเร็จ และจำเลยที่ ๕ ในฐานะผูอนุมัติ
              ใหเปดบัญชี มิไดตรวจสอบความถูกตองของเอกสาร ประกอบกับผูกูมิไดมาติดตอใหตัวอยาง

              ลายมือชื่อดวยตนเอง อันเปนชองทางใหจำเลยที่ ๑ กระทำการทุจริตถอนเงินกูออกจากบัญชี

              เงินฝากไดสำเร็จ จนเปนเหตุใหโจทกไดรับความเสียหายเปนเงิน ๑๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งหากจำเลย

              ที่ ๒ และที่ ๔ ไดใชความระมัดระวังในการปฏิบัติหนาที่ของตนโดยละเอียดรอบคอบโดยสอบถาม
              จำเลยที่ ๑ ถึงเหตุผลในการวิเคราะหสินเชื่อใหกับผูกูสูงเกินกวาที่กำหนดไวในคำสั่งโจทกที่ ๑๐๗/๒๕๕๖

              รวมถึงตรวจสอบเอกสารที่ใชประกอบการกู และหากจำเลยที่ ๕ ไดใชความระมัดระวังใน

              การปฏิบัติหนาที่ของตนโดยละเอียดรอบคอบโดยตรวจสอบความถูกตองของเอกสารการขอเปด

              บัญชีแลว จำเลยที่ ๑ ก็คงไมมีโอกาสที่จะกระทำการทุจริตได แตจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ไมได
              ใชความระมัดระวังใหเพียงพอ พฤติการณของจำเลยที่ ๒ ที่ ๔และที่ ๕ จึงเปนการปฏิบัติหนาที่

              ดวยความประมาทเลินเลออยางรายแรง ทำใหเกิดความเสียหายแกโจทก จึงตองรับผิดตอโจทก

              ในสวนที่ตนมีสวนกอใหเกิดความเสียหาย ที่ศาลแรงงานภาค ๔ พิพากษามานั้นชอบแลว

              ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ในขอนี้ฟงไมขึ้น
                       ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณในประเด็นที่ ๕ วา โจทกมีสวนรวมในการประมาทเลินเลอ

              เห็นวา ตามที่ไดวินิจฉัยไปแลวขางตนวา โจทกมีการแจงเวียนคำสั่งใหพนักงานโจทกทราบแลว


                                                     ๑๒๘
   133   134   135   136   137   138   139   140   141   142   143