Page 237 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 237

ประโยชนและสวัสดิการที่เปนธรรมโดยไมเลือกปฏิบัติ” อันมีเจตนารมณมุงหมายที่จะคุมครองให

              ลูกจางทั้งสองประเภทดังกลาวที่ทำงานในลักษณะเดียวกันไดรับสิทธิประโยชนและสวัสดิการอยาง

              เทาเทียมกัน ดังนั้น แมศาลฎีกาฟงขอเท็จจริงและวินิจฉัยวา โจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒
              ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ เปนลูกจางจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แตการที่ลูกจางรับเหมาคาแรงจะ

              มีสิทธิไดรับสิทธิประโยชนและสวัสดิการที่เปนธรรมโดยไมเลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกลาวนั้น

              จะตองไดความวาลูกจางรับเหมาคาแรงทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจางตามสัญญาจาง

              โดยตรงดวย เมื่อขอเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค ๑ ฟงเปนยุติวา งานที่ลูกจางรับเหมาคาแรงทำ
              ไมมีลักษณะเดียวกันกับที่ลูกจางตามสัญญาจางโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ทำ จึงหาใชเปนกรณีที่

              ผูประกอบกิจการตองดำเนินการใหลูกจางรับเหมาคาแรงไดรับสิทธิประโยชนและสวัสดิการที่เปน

              ธรรมเชนเดียวกับลูกจางตามสัญญาจางโดยตรงโดยไมเลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกลาวไม

              โจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ จึงไมมีสิทธิไดรับคาจาง
              และสิทธิประโยชนและสวัสดิการตามฟองโจทกแตละคนจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลแรงงานภาค ๑

              พิพากษามานั้น ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของโจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕

              ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ ประการนี้ฟงไมขึ้น

                       ที่โจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ อุทธรณ
              ประการตอมาวา ศาลแรงงานภาค ๑ ไมไดใชอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ

              วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ เพื่อประโยชนแหงความยุติธรรมในอันที่จะใหได

              ความแจงชัด ในขอเท็จจริงแหงคดี โดยหมายเรียกพยานบุคคลซึ่งเปนลูกจางตามสัญญาจางโดยตรง

              ของจำเลยที่ ๑ ที่ปฏิบัติงานลักษณะเดียวกันกับโจทกทั้งสิบเจ็ดมาสืบเอง ทั้งที่ในชั้นพิจารณา
              ศาลแรงงานภาค ๑ เห็นอยูแลววาโจทกทั้งสิบเจ็ดไมสามารถเอามาเบิกความได คำพิพากษาของ

              ศาลแรงงานภาค ๑ จึงไมชอบดวยกฎหมายนั้น เห็นวา การสืบพยานในคดีแรงงานเปนดุลพินิจของ

              ศาลที่เห็นสมควร เพื่อประโยชนแหงความยุติธรรมที่จะเรียกพยานหลักฐานใดมาสืบหรือไมก็ได

              อุทธรณของโจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ จึงเปนการ
              โตแยงดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๑ อันเปนอุทธรณในขอเท็จจริง

              ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

              พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมรับวินิจฉัย

                       สวนที่โจทกที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๘ ถึงที่ ๒๑ อุทธรณ
              วาศาลแรงงานภาค ๑ ตีความคำวา “งานลักษณะเดียวกัน” ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสองแหง

              พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อยางแคบ ไมเปนไปตามเจตนารมณของกฎหมาย


                                                     ๒๒๗
   232   233   234   235   236   237   238   239   240   241   242