Page 308 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 308

เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ จำเลยเลิกจางโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ จึงตองจาย

              ภายในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ เมื่อไมจายตองเสียดอกเบี้ยในระหวางเวลาผิดนัดอัตรารอยละ

              ๑๕ ตอป ตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง
                       ปญหาที่ตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ประการตอไปมีวา จำเลยตอง

              จายคาจางระหวางวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ใหแกโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ หรือไม เห็นวา

              เมื่อขอเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟงมา ไมปรากฏวาจำเลยสั่งใหโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำงาน

              ตามที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ กลาวอาง แตไดความวาจำเลยแจงกำหนดหยุดกิจการเปนการชั่วคราว
              ตั้งแตวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ ใหโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทราบแลว

              และการหยุดกิจการเปนการชั่วคราวดังกลาวชอบดวยพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

              มาตรา ๗๕ มีผลเทากับนายจางมีคำสั่งใหลูกจางหยุดทำงานตามระยะเวลาที่นายจางกำหนด

              แมระหวางนั้นจำเลยยังไมเก็บอุปกรณการทำงานของจำเลยไปจากโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ก็ไมได
              หมายความวาจำเลยมีคำสั่งใหมใหโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำงานใหจำเลย การที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕

              ยังฝาฝนทำงานในชวงที่จำเลยหยุดกิจการเปนการไมปฏิบัติตามคำสั่งจำเลย โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕

              จึงไมมีสิทธิเรียกรองคาจางจากจำเลย สวนประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๕๘๑

              ที่โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ยกขึ้นอางนั้น เปนบทบัญญัติที่กำหนดใหการบอกเลิกสัญญาจางที่มีกำหนด
              ระยะเวลาแนนอนซึ่งไดสิ้นสุดลงแลว แตลูกจางยังคงทำงานอยูตอไปโดยนายจางรูแลวไมทักทวง

              ตองบอกกลาวลวงหนา ไมอาจนำมาใชกับกรณีนี้ได เมื่อวินิจฉัยดังนี้แลว กรณีไมจำตองวินิจฉัยวา

              โจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ทำงานจากที่บานหรือที่สำนักงานจำเลย เพราะไมทำใหผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

                       ปญหาประการสุดทายตามอุทธรณของโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ มีวา การเลิกจางโจทกที่ ๒
              ถึงที่ ๕ ของจำเลยเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา การพิจารณาวาการเลิกจางเปน

              การเลิกจางที่ไมเปนธรรมหรือไม ตองพิจารณาที่เหตุแหงการเลิกจางวามีอยูจริงหรือไมและเหตุนั้น

              เปนเหตุสมควรที่นายจางจะเลิกจางหรือไม เมื่อขอเท็จจริงรับฟงเปนยุติตามคำวินิจฉัยของ

              ศาลแรงงานกลางแลววา จำเลยเลิกจางโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ เนื่องจากการแพรระบาดของโรคโควิด ๑๙
              ที่ยังไมสิ้นสุดลง สงผลกระทบตอภาคธุรกิจการทองเที่ยวและการโรงแรม รวมถึงกิจการของจำเลยดวย

              โดยไมปรากฏเหตุอื่น จึงเปนการพิจารณาเลิกจางโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ เพื่อปรับลดตนทุนรายจาย

              ของจำเลย ถือวามีเหตุอันสมควร ไมเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรม ซึ่งการเลิกจางที่ไมเปนธรรม

              กับการเลิกจางโดยไมไดบอกกลาวลวงหนาเปนคนละเรื่องกัน การที่จำเลยเลิกจางโจทกที่ ๒
              ถึงที่ ๕ โดยไมไดบอกกลาวลวงหนา คงมีผลเพียงใหจำเลยตองจายสินจางแทนการบอกกลาว

              ลวงหนาใหแกโจทกที่ ๒ ถึงที่ ๕ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๕๘๒ วรรคหนึ่ง


                                                     ๒๙๘
   303   304   305   306   307   308   309   310   311   312   313