Page 155 - Dictionary of Buddhism by Bhikkhu P. A. Payutto
P. 155
หมวด 4 155 [204]
ง. เมื่อไมได ก็ไมเรารอนทุรนทุราย
จ. เมื่อได ก็ใชโดยไมติด ไมหมกมุน ไมสยบ รูเทาทันเห็นโทษ มีปญญาใชสิ่งนั้นตามประโยชน ตาม
ความหมายของมัน (มีและใชดวยสติสัมปชัญญะ ดํ ารงตนเปนอิสระ ไมตกเปนทาสของสิ่งนั้น)
ฉ. ไมถือเอาการที่ไดประพฤติธรรม 4 ขอนี้ เปนเหตุยกตนขมผูอื่น
โดยสรุปวา เปนผูขยันไมเกียจคราน มีสติสัมปชัญญะในขอนั้นๆ เฉพาะขอ 4 ทรงสอนไม
ใหสันโดษ สวน 3 ขอแรกทรงสอนใหทํ าความเพียรแสวงหาในขอบเขตที่ชอบดวยธรรมวินัยและ
มีความสันโดษตามนัยที่แสดงขางตน
อนึ่ง ในจูฬนิทเทส ทานแสดงอริยวงศของพระปจเจกพุทธเจาตางไปเล็กนอย คือ เปลี่ยน
ขอ 4 เปน สันโดษดวยคิลานปจจัยเภสัชบริขาร (medical equipment)
2
D.III.224; A.II.27; Nd 107. ที.ปา.11/237/236; องฺ.จตุกฺก.21/28/35; ขุ.จู.30/691/346.
[204] อริยสัจจ 4 (ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทํ าใหผูเขา
ถึงกลายเปนอริยะ — Ariyasacca: The Four Noble Truths)
1. ทุกข (ความทุกข, สภาพที่ทนไดยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแยง บกพรอง ขาดแกนสารและ
ความเที่ยงแท ไมใหความพึงพอใจแทจริง, ไดแก ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไมเปน
ที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไมสมหวัง โดยยอวา อุปาทานขันธ 5 เปนทุกข
— Dukkha: suffering; unsatisfactoriness)
2. ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแหงทุกข, สาเหตุใหทุกขเกิด ไดแก ตัณหา 3 คือ กามตัณหา
ภวตัณหา และ วิภวตัณหา — Dukkha-samudaya: the cause of suffering; origin of suffering)
3. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข ไดแก ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เขาถึงเมื่อกํ าจัดอวิชชา
สํ ารอกตัณหาสิ้นแลว ไมถูกยอม ไมติดของ หลุดพน สงบ ปลอดโปรง เปนอิสระ คือ นิพพาน
— Dukkha-nirodha: the cessation of suffering; extinction of suffering)
4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาที่นํ าไปสูความดับแหงทุกข, ขอปฏิบัติใหถึงความดับ
ทุกข ไดแก อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา มัชฌิมาปฏิปทา แปลวา “ทางสาย
กลาง” มรรคมีองค 8 นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา — Dukkha-nirodha-
gàminã pañipadà: the path leading to the cessation of suffering)
อริยสัจจ 4 นี้ เรียกกันสั้นๆ วา ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค (Dukkha, Samudaya, Nirodha,
Magga); การแสดงอริยสัจจ 4 นี้ มีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา สามุกกังสิกาธรรมเทศนา (เชน องฺ.
อฏก.23/102/190) แปลตามอรรถกถาวา พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว
ดวยพระองคเอง คือ ทรงเห็นดวยพระสยัมภูญาณ (=ตรัสรูเอง) ไมสาธารณะแกผูอื่น (แตตาม
ที่อธิบายกันมา มักแปลวา “พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไมตอง
ปรารภคํ าถามหรือการทูลขอรองของผูฟง อยางการแสดงธรรมเรื่องอื่นๆ”; ความจริง จะแปลวา
“พระธรรมเทศนาขั้นสุดยอด” ก็ได ซึ่งสมกับเปนเรื่องที่ทรงแสดงทายสุดตอจาก อนุปุพพิ
กถา 5คํ าแปลอยางหลังนี้ พึงเทียบ องฺ.ทสก.24/95/208)

