Page 497 - ตำราเคมีอินทรีย์ [Jadsada Ratniyom]
P. 497

เบนซีนและสารประกอบอะโรมาติก                                                     469


                        ❑ สารที่ไมเป็นอะโรมาติกแต่มีโครงสร้างเป็นวง จะเสถียรเท่ากับ สารที่ไม่เป็นอะโรมาติกที่ม ี
                                   ่
                            โครงสร้างไม่เป็นวง ในกรณีที่ไพน์อิเล็กตรอนเท่ากัน เช่น cyclohexa-1,3-diene (สารเป็น
                            วง) เสถียรเท่ากับ cis-hexa-1,3-diene (สารไม่เป็นวง)


                                                            ไม่เป็นอะโรมาติก










                                                           ความเสถียรเท่ากัน


                        ตัวอย่างที่ 9.1 | การตัดสินความเป็นอะโรมาติก

                        โจทย  ์   จงระบุว่าโมเลกุลหรือไอออนต่อนี้ เป็น อะโรมาติก แอนติอะโรมาติก หรือ ไม่เป็นอะโร
                                  มาติก (กำหนดให้สารในแต่ละข้อ มีโครงสร้างแบนราบ)






                        วิธีคิด   หากสารใดมีความเป็นอะโรมาติก จะต้องมี 1) โครงสร้างเป็นวง 2) แบนราบ 3) มีระบบ
                                  คอนจูเกตที่สมบูรณ์ และ 4) มีไพน์อิเล็กตรอนเป็นไปตามสูตร 4n+2 และโดยปกติหาก
                                  สารมีไพน์อิเล็กตรอนตามสูตร 4n+2 สารนั้นมักจะเป็น อะโรมาติก


                                  a. สารในข้อ (a) นี้ ไม่เป็นอะโรมาติก เพราะ C อะตอมที่วงกลมมีไฮบริดไดเซชันแบบ
                                    3
                                  sp จึงไม่มี p ออร์บิทัลที่ว่างที่จะซ้อนเหลื่อมกันได้ (เกิดคอนจูเกตชันไม่ได้) และ ไพน์
                                  อิเล็กตรอนมี 4 อิเล็กตรอน ไม่เป็นไปตามสูตร 4n+2 (ขาดคุณสมบัติความเป็นอะโร-
                                  มาติกตามเกณฑ์ ถึง 2 ข้อ)



                                                               3
                                                          เป็น sp  จึงไม่มี p ออร์บิทัลที่ว่าง
                                                          เกิดคอนจูเกตชันไม่ได้


                                  b. สารในข้อ (b) นี้ มีโครงสร้างเป็นวง และแบนราบ แต่ละคาร์บอนอะตอมเป็น sp 2
                                  ไฮบริดออร์บิทัล จึงเกิดการซ้อนเหลื่อมระหว่าง p ออร์บิทัลได้ (เกิดคอนจูเกตแบบ
   492   493   494   495   496   497   498   499   500   501   502