Page 612 - ตำราเคมีอินทรีย์ [Jadsada Ratniyom]
P. 612
584 เคมีอินทรีย์ (Org. Chem)
เนื่องจากปฏิกิริยา Fischer Esterification จะอยู่ในสมดุล ดังนั้นในห้องปฏิบัติการอาจใช้
เทคนิคบางอย่างในการสังเคราะห์เอสเทอร์เพื่อให้ได้ร้อยละผลได้ (%yield) สูง กล่าวคืออาจใช้
ปริมาณของแอลกอฮอล์หรือกรดคาร์บอกซิลิกที่มากเกินพอ หรืออาจใส่สารที่ช่วยดึงน้ำออกจาก
ึ้
ปฏิกิริยาเพื่อทำให้สมดุลเลื่อนไปทางขวามากขนเพื่อให้ได้ร้อยละผลได้สูงขึ้น สำหรับรายละเอียดกลไก
การเกิดปฏิกิริยาและตัวอย่างอื่นๆ จะกล่าวถึงในบทที่ 12
10.11 ปฏิกิริยาออกซิเดชันของแอลกอฮอล์
(Oxidation of alcohols)
10.11.1 ตัวออกซิไดซ์
(Oxidizing agent)
ตัวออกซไดซ์ในเคมอินทรีย์แบ่งเป็นสองประเภท คือ
ิ
ี
[1] รีเอเจนต์ที่มีพันธะ O–O ในโมเลกุล
[2] รีเอเจนต์ที่มีพันธะ M–O ในโมเลกุล (เมื่อ M แทนโลหะ)
ตัวออกซไดซ์ที่มีพันธะ O–O ในโมเลกุล เช่น O2, O3 , H2O2 หรือแม้แต่สารที่
ิ
่
กล่าวมากอนหน้านี้อย่าง peroxyacid ที่มีสูตรทั่วไปเป็น RCO3H ตัวอย่างของสารพวก peroxyacid
คือ mCPBA เป็นต้น
ส่วนตัวออกซิไดซ์ที่มีพันธะระหว่าง โลหะ กับออกซิเจนอะตอม เช่น CrO3 ,
Na2Cr2O7 หรือ K2Cr2O7 ตัวออกซิไดซ์เหล่านี้มักมีโลหะ Cr ที่มีเลขออกซิเดชัน +6 เชื่อมพันธะกับ
ออกซิเจนอะตอมทั้งสิ้น มักใช้ร่วมกับกรดแก่อย่าง H2SO4 จัดเป็นตัวออกซิไดซ์ที่แรง ตัวออกซิไดซ์ที่
อ่อนลงมา เช่น pyridinium chlorochromate (PCC) มีโลหะ Cr ที่มีเลขออกซิเดชัน +6 เชื่อมพันธะ
กับออกซิเจนอะตอมเช่นกัน แม้กระทั่งด่างทับทิม (KMnO4) ก็จัดเป็นตัวออกซิไดสืเพราะมีพันธะโลหะ
Mn เชื่อมพันธะกับออกซิเจนอะตอมเช่นกัน จะเห็นว่าเราสามารถสังเกตตัวออกซิไดซ์ในปฏิกิริยาได้
จาก พันธะ O–O หรือ การที่สารนั้นมีพันธะ M–O ในโมเลกุลนั่นเอง

