Page 600 - รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน
P. 600

ขอเท็จจริงปรากฏวาในระหวางการพิจารณาของศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ คดีหมายเลขแดง

              ที่ ๖๐๙๕/๒๕๕๒ ของศาลแรงงานกลาง ที่โจทกยื่นฟองจำเลยที่ ๑ ขอใหเพิกถอนคำสั่งเลิกจาง

              ซึ่งมีมูลเหตุจากเรื่องเดียวกันนี้ ศาลฎีกาไดมีคำพิพากษาที่ ๙๓๕๖/๒๕๖๐ ยืนตามศาลแรงงานกลาง
              ใหจำเลยที่ ๑ รับโจทกกลับเขาทำงานตอไปในตำแหนงหนาที่การงานไมต่ำกวาเดิม ใหไดรับคาจาง

              และสวัสดิการไมต่ำกวาเดิม และใหนับอายุงานตอเนื่อง โดยวินิจฉัยวาโจทกในฐานะประธาน

              คณะทำงานมีอำนาจหนาที่บริหารการแปลงสินทรัพยเปนทุนและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เพื่อแกไข

              ปญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ การที่โจทกนำที่ดินรกราง
              วางเปลาสวนที่เหลือจากการจัดสรรขายแกบุคคลภายนอกเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร ๓ งาน ๓๕ ตารางวา

              ซึ่งไมสามารถลงทุนหรือพัฒนาได เนื่องจากผูอาศัยเขาใจวาเปนสวนกลางของที่ดินจัดสรร

              ใหนายนภจรเชา โดยนำเสนอวาเปนการรวมลงทุน เพื่อใหจำเลยที่ ๑ สามารถเรียกคืนที่ดินไดทันที

              โดยปราศจากเงื่อนไข และเปนการหลีกเลี่ยงปญหากับผูอาศัย ไมปรากฏวาโจทกกระทำไปโดย
              ทุจริตตอหนาที่ และการดำเนินการของโจทกไมเปนเหตุใหจำเลยที่ ๑ ไดรับความเสียหายอยาง

              รายแรง เนื่องจากภายหลังเกิดเหตุที่โจทกนำที่ดินรกรางวางเปลาดังกลาวซึ่งไมสามารถนำมาใช

              ประโยชนมาพัฒนาตอ จนถึงปจจุบันจำเลยที่ ๑ ก็ยังคงสามารถเก็บรายไดจากที่ดินแปลง

              ดังกลาวได เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกลาวถึงที่สุดแลว ยอมผูกพันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเปน
              คูความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ

              จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ดังนั้น คดีนี้จึงตองรับฟง

              ขอเท็จจริงเปนอยางเดียวกันวาการที่โจทกนำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ไปใหนายนภจร ใชประโยชน

              โดยมิไดทำหลักฐานการเชาเปนหนังสือ เปนการกระทำในการปฏิบัติตามอำนาจหนาที่ในฐานะ
              ประธานคณะทำงานบริหารการแปลงสินทรัพยเปนทุนของจำเลยที่ ๑ ตามที่ไดรับมอบหมาย

              โดยมิไดทุจริตตอหนาที่ และการกระทำของโจทกไมไดทำใหจำเลยที่ ๑ ไดรับความเสียหาย

              จึงไมเปนการกระทำละเมิดตอจำเลยที่ ๑ เชนนี้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะหนวยงานของรัฐจึงไมมีสิทธิ

              เรียกใหโจทกซึ่งเปนพนักงานชดใชคาสินไหมทดแทนจากการกระทำในการปฏิบัติหนาที่ดังกลาวได
              ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ ประกอบ

              มาตรา ๘ การที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๑/๒๕๕๕ ใหโจทกรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนในกรณี

              ดังกลาวจึงเปนการไมชอบ แมโจทกไมไดปฏิบัติตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ ๑ ใหชำระเงินตาม

              ระยะเวลาที่กำหนดก็ไมกอใหเกิดสิทธิแกจำเลยที่ ๑ ในการที่จะใชมาตรการบังคับทางปกครองยึด
              หรืออายัดทรัพยสินของโจทกโดยวิธีหักเงินเดือนโจทกเพื่อชำระหนี้คาสินไหมทดแทนได จำเลยที่ ๑

              จึงตองคืนเงินที่หักไวทั้งหมดใหแกโจทกพรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป ตามพระราชบัญญัติ


                                                     ๕๙๐
   595   596   597   598   599   600   601   602   603   604   605